Backpack รินจานี – อินโอนีเซีย ด้วยเงิน 5,000 บาท [ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน]

BACKPACK รินจานี + กิลีไอซ์แลนด์ ด้วยเงิน 5,000 บาท (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน)

จริงๆ แล้ว Rinjani เป็นสถานที่ที่ผมได้ยินมานานมากแล้ว ได้ยินมาแว่วๆ ว่าโหด แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แล้วบังเอิญที่มีพี่สาวชื่ออ้อจากเพจ Hihg on dreams ไปเที่ยว Gili island พอดี ก็เลยเกิดกิเลศอยากไปบ้าง พอหาข้อมูลก็รู้คร่าวๆ ว่ามันอยู่ที่ Lombok ประเทศ Indonesia เห้ยยยย…. มันสามารถเก็บทั้งสองที่ได้ในทริปเดียวนี่หว่า…

ผมพยายามหาเพื่อนไปด้วย แต่ก็ไม่มีใครตกลงปลงใจไปด้วยกับผมเลย เลยตัดสินใจจองตั๋วทิ้งขว้างไปคนเดียวด้วยตั๋วไปกลับ Bangkok – Lombok ในราคา 11,000 กว่าบาท ทั้งที่ปกติควรจะถูกกว่านี้ แต่ไม่อยากจะเสียเวลาหา เลยตัดใจจองตั๋วแพงไปเลย ตั๋วนี้บินสองต่อ คือลงจาร์กาตา แล้วค่อยต่อไปลอมบอก

สำหรับทริปนี้ ภาพทุกภาพไม่มีการดัดแปลงหรือตกแต่งอะไรทั้งสิ้น จบหลังเลนส์จากกล้อง Mirorless ตัวใหม่ของ Canon รุ่น M6 พอจบทริปเอากลับมาเปิดดูที่บ้านก็อื้อหืมมมมม มาดูกันต่อดีกว่า….

และแน่นอนว่ามากับผมไม่มีแพลนอะไรทั้งนั้น ฮาๆๆ ผมมาแบบไม่มีแพลนเลยบ แต่มีเป้าหมายหลักว่า จะต้องเก็บให้ได้ทั้งสองที่ในทริปนี้ หลังจากที่เราลงจากสนามบิน ก็มีคนขับ Taxi มารุมขอลายเซ็นต์เพียบ ซึ่งเค้าก็รู้ว่าเรามาจากเพจ PALAPILII Thailand และเป็น Thai Blogger อันดับต้นๆ ในประเทศไท…ถุย!!! อิสัส เค้าจะมาเสนอราคาให้เมิงไปนั่งรถเค้าต่างหาก ฮาๆๆ ก็นั่นแหละครับ ยั้วเยี้ยมากๆ ยั้ยวเยี้ยจะผมต้องกลับเข้าไปในสนามบินเพื่อไปตั้งหลักใหม่

อ่อ… ลืมบอกไป หลังจากที่จองตั๋วมาคนเดียว ก่อนเดินทาง 1 อาทิตย์ ก็ตัดสินใจโพสต์หาเพื่อนร่วมทริปอีกครั้ง เผื่อจะมีคนไปช่วยหารค่าใช้จ่าย และแล้วก็มีคนหลงมาสองคนครับ เย่ ดีใจนะ ดีใจ อย่างน้อยก็มีคนไทยที่ไปเดินป่าเป็นเพื่อน คนแรกเป็นน้องฟิวส์ ไม่เคยเจอกันมาก่อน ไม่รู้จักกันมาก่อน คนที่สองเป็นพี่กริ้ง เคยไปเที่ยวภูบักได๋ด้วยกันหนึ่งครั้ง…

พอกลับเข้าไปในสนามบินก็ได้ราคาคร่าวๆ มา ว่าไปนู้นไปนี่ราคาเท่าไหร่ ก็บอกเค้าว่าเราจะไปไหน เค้าก็อธิบายมาคร่าวๆ ว่า ถ้าจะไป Gili Island จะต้องไปลงที่  Bangsal ราคารถปกติอยู่ที่ 280,000 รูเปียส แต่ถ้าในเมืองใหญ่ของเกาะลอมบอก ก็จะเป็น Senggigi ราคา 200,000 รูเปียส และถ้าจะไปที่ทางขึ้น Rinjani เลยก็คือเมือง Senaru ซึ่งราคาจะอยู่ที่ราวๆ 500,000 รูเปียส

** อัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างอินโดกับไทยคิดง่ายๆ แบบนี้ครับ 100 รูเปียส เท่ากับ 26 บาท คิดแค่นี้เลย เพราะฉะนั้น หลังจากเราแลกเงินมา 10,000 บาท เราจะมีเงิน 2,600,000 รูเปียส ซึ่งเยอะมากๆ ฮาๆๆ **

DAY 1

เอาล่ะ ในที่สุดเราก็ต้องเลือกครับ เราเลือก Taxi illigal หรือ คนขับผิดกฏหมายนั่นเอง (จริงๆ แล้วไม่สนับสนุนนะครับ ราคาถูกจริง แต่อันตราย) ซึ่งเราต่อราคาจาก Airport ไป Bangsal ได้ในราคา 200,000 รูเปียสเท่านั้น ฮาๆๆ

ระหว่างทางที่ขับไป ก็ไปจอดที่ Senggigi เพื่อไปซื้อซิมมาอัพเดทและหาข้อมูลข่าวสารในการท่องเที่ยวในครั้งนี้ครับ ก็อย่างว่า เราไม่มีข้อมูลอะไรกันมาเลย ซึ่งซิมที่นี่ก็ราคาค่อนข้างถูกครับ 5 GB อยู่ที่ 100,000 รูเปียส ใช้ได้ 30 วัน แต่เอาเค้าจริงๆ แล้วผมแนะนำให้ซื้อ 1-2 GB พอครับ เพราะที่นั่นรับสัญญาณไม่ค่อยดี คือไม่ค่อยได้เล่นเนต หรือดูวีดีโออะไรแน่นอน

ไม่นานนัก ราวๆ 2 ชั่วโมง เราก็มาถึง  Bangsal ครับ ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองท่าที่จะพาเพื่อนๆ ไปสู่ Gili Island ครับ พอเราไปถึง ก็ลงจากรถ แล้วก็หาร้าน  Cafe ตั้งหลักก่อน แถวนั้น Travel Agency เยอะครับ แล้วบังเอิญที่  Cafe ก็มีทริปไปรินจานีพอดี เราก็เลยถามแม่งเลย ซึ่งสิ่งที่เราต้องการคือ ทริป Rinjani Trekking 3 วัน 2 คืน แรกเริ่มเลยคือเค้าเสนอราคามาให้ 3,200,000 รูเปียสโอ้วแม่เจ้า คือเราบอกว่าเราแพงไป เราลองแปลงเป็นเงินไทยแล้วมันเกือบหมื่นเลย เราก็เลยเสนอราคาที่เราคิดว่าอยากจ่าย ย้ำ อ ย า ก จ่ า ย นั่นก็คือ 3,000 – 4,000 บาท ก็อยู่ในช่วง 1,200,000 – 1,500,000 รูเปียสนั่นเอง

และสุดท้าย เค้าก็ขายให้เราในราคา 1,500,000 รูเปียสครับ คิดเป็นราคากลมๆ ที่ 4,000 บาทไทย มาดูว่าได้อะไรบ้าง 4,000 บาทที่จ่ายไปได้ ห้องพัก 2 ห้องรวมอาหารเช้า สำหรับ ค้างแรมก่อนเดินป่า และหลังจากกลับจากเดินป่า ไกด์นำทาง ลูกหากแบกของแบกเต้น เต้นท์ ถุงนอน กับข้าวทุกมื้อ น้ำเปล่า รถรับส่งไปจุดขึ้นและลง Rinjani Trekking Route และรถรับสั่งไปกลับสนามบิน โอ้วแม่เจ้าาาาาาาาาา สำหรับผม ทุกอย่างจบที่ตรงนี้แล้ว เลยกล้าตั้งราคาในกระทู้นี้ไงว่า ตึ้ด ตึ้ด ตึ้ด ด้วยเงิน 5,000 บาท

อ่อ… หลังจากทานข้าวเสร็จ เราก็หาข้อมูลไปเกาะ Gilis กันครับ ซึ่เกาะ Gilis เนี่ย จะมีอยู่ 3 เกาะเล็ก และเรามีเวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้น สามเกาะที่ว่าก็จะมี Gili Air, Gili Meno และ Gili Trawaga ครับ เค้าบอกว่า เกาะท้ายสุดสวยสุด เอาวะ ไปอันท้ายสุดก็ได้ ซึ่งก็ไกลจาก Cafe ที่เราจอดรถไปราวๆ 5 นาทีเท่านั้น แต่เผอิญรถม้ามาจอด ก็เลยถามราคาเค้า เค้าบอกว่า คนลพะ 10,000 รูเปียส ให้ตายเถอะ เลยต่อไปว่า คนละ 5,000 รูเปียส ถ้าไม่ได้ไม่ขึ้น…

ก็นั่นแหละครับ อยู่บนหลังม้าซะแล้ว ๕๕๕ นั่งกันไปชิลๆ ก็ไปถึง Office ticket ครับ มันจะมีเรืออยู่ 2 ประเภท ถ้า Speed Boat จะขายเที่ยวละ 85,000 รูเปียส ใช้เวลาราวๆ 10 นาที แต่ถ้า Slow Boat จะขายเที่ยวละ 15,000 รูเปียส ใช้เวลา 30 นาที

คงไม่ต้องถามว่าเราซื้อตั๋วไหน จนๆ อย่างเพจเราก็นั่งเนิบๆ ไปสิครับ ๕๕๕๕ ก็นั่งชิลแดกลมแดกแดดไป พอไปถึงก็ตกใจคิดว่าเกาะพะงัน ฝรั่งแก้ผ้ากันให้ลึ้ม งานดีทั้งชายหญิง เกาหลีก็มี ตากูเขหมด บนนั้นจะมีทริปดำน้ำลึก น้ำตื่น ปั่นจักรยานรอบเกาะ และปาร์ตี้ตอนกลางคืน แต่เราทำห่าอะไรไม่ได้ นอกจากนอนอาบแดดแล้วเล่นน้ำรอเวลาให้พระอาทิตย์ตกดิน…

บนเกาะมี Shop Quiksilver ขายด้วย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศนี้เค้านิยม Roxy กับ Quiksilver กันขนาดไหน ขนาดเมืองเล็กๆ ยังมีเลยเอ้า คิดดู…

เป็นอีกเครื่องดื่มหนึ่งที่ผมมักจะลองทุกประเทศที่ไป นี่คือมะม่วงปั่น รสชาติยังสู้ฟิลิปินส์ไม่ได้เท่าไหร่ ฮาๆ

คือบรรยากาศมันน่ามาค้างมากๆ คือนั่งชิลลม ดมแดดไป ปล่อยให้เวลามันหมุนไปเรื่อยๆ แบบปล่อยวางทุกสิ่งจากเธอ เพื่อทำหัวใจให้มันลืม…. แฮร่

อันนี้เป็น Gelato Homade รสชาติก็พอกลืนลงคอได้ ฮาๆ

อันนี้ลองซื้อทานดู เห็นว่าแปลก แต่รสชาติก็ขลุกขลิกทีเดียวเชียว

พอเราเห็นฝนลูกนี้ เราเลยรีบตัดสินใจกลับฝั่งครับ เพราะเกรงว่าจะทำให้การเดินทางของเราล่าช้าไปอีก ก็รีบไปแจ้งความต้องการที่จะนั่งเรือกลับ ไม่นานนัก เค้าก็ประกาศรอบเรือพอดี โชคดีที่หนีฝนทัน

แต่จริงๆ แล้วถ้ามีเวลา Gilis Island ควรจะมานอนค้างคืนนะ เพราะดูจากกิจกรรมที่มีให้ทำบนเกาะแล้วเยอะมากๆ แต่พวกเรามีเวลาไม่เพียงพอเอง เลยต้องขอบายยยยย

กลับจากเกาะ พวกเราก็ตรงดิ่งไปที่จุดนัดพบกับ Agency ครับ เค้าเอารถ SUV มารับเรา ขนาดกว้างขวาง ไม่แคบ และเป็นรถส่วนตัวเลย ก็จ่ายตั้งไปเต็มๆ รวมกันสามคนก็ 4,500,000 รูเปียส ก่อนจ่ายก็กลืนน้ำลายไปสิ ก่อนที่จะขอบคุณเค้าและก็บอกว่า See ya man!!!

ระหว่างทางนั้นเป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดินครับ ต่างคนต่างสะลึมสะลือนั่นแหละ แต่ผมตื่นมาเพราะแสงจากดวงอาทิตย์มันส่องตาพอดี และทันทีที่ลืมตาขึ้นมาดูวิวข้างทาง ให้ตายเถอะ หาดทรายสีดำ ไม่เคยเห็นมาก่อน บอกให้เค้าจอดรถ และเดินลงมาถ่ายรูปคนเดียว ที่นี่แปลก แต่สวยมากกก

ราวๆ 3 ชั่วโมง เราก็เดินทางมาถึง Rinjani Trovis ครับ และนี่คือชื่อของ Agency เราเอง ออกจากนั่นบ่าย 4 ถึงที่นี่ 6 โมงกว่าพอดี พี่เค้าขับเร็วมาก แต่ก็ดีแล้วล่ะ พอได้เห็นวิวข้างทางบ้าง เสร็จแล้วเค้าก็ให้เราไปลงชื่อครับ ว่าเราจะไปทริปไหนอะไรยังไง จากนั้นก็ให้เราขึ้นรถ และส่งไปที่พักที่เค้าจัดเตรียมให้

ที่พักชื่อ Rinjani Homstay ครับ เป็นห้องพักเตียงสองเตียง ขนาดกลาง ไม่มีแอร์ มีแค่พัดลม และปลั๊กแค่รูเดียวค่ะอีดอกกกก คือเมิงจะเพิ่มรูเสียบมาให้กูหน่อยไม่ได้หรือยังไง แต่เราก็ไม่ได้บ่นอะไรครับ อ่อ อย่าลืมนะ อินโดนีเซียใช้ปลักรูกลมสองรู

เราก็จัดกระเป๋าแบ่งนั่นนี่ และเตรียมความพร้อมก่อนที่จะไปขึ้นเขาในวันพรุ่งนี้ครับ ซึ่งไม่รู้เลยว่าจะพากูขึ้นที่ไหนอะไรยังไงจุดไหน กับใครแล้วแบกของอะไรให้เราบ้าง บลาๆ ความกังวลเต็มหัวไปหมด แต่ก็หายไปเพราะเหนื่อยและนอนหลับไปกลางดึก…

DAY 2

ตื่นแต่เช้าก็ต้องเจอกับ Stunning View Point หน้าห้องครับ คือเมื่อคืนมองไม่เห็นวิวไง มันมืดแล้วตอนกลับห้อง คือวิวหน้าห้องสวยมาก เป็นนาขั้นบันไดเหมือนอยู่บาหลีเลย ก็เลยปล่อยโดรนขับเล่นไปรอบหนึ่งเพื่อเก็บเป็นวีดีโอและภาพนิ่ง ไม่นานนัก เค้าก็เอาอาหารเช้ามาเสิร์ฟที่ห้องครับ

อาหารเช้าเป็นชากาแฟ แพนเค้กแค่นั้นครับ ซึ่งถ้าอยากทานเพิ่มก็ต้องสั่งแล้วจ่ายเอง ซึ่งก็ไม่เกี่ยงครับ กูหิว เค้าเรานัดเรา 7 โมงเช้า จะมารับที่ที่พัก แต่ก็เหลทไปราวๆ 30 นาทีรับ พอไปถึงก็มีเพื่อนใหม่เต็มเลย แล้วก็ไมีมีเอชียเลยนะ มีแต่ฝาหร่างงงง เอาล่ะ เริ่มสนุกขึ้นมาแล้ว

เค้าให้เราแยกกระเป๋าออกครับ ว่ากระเป๋าไหนไม่ใช้ กระเป๋าไหนจะแบกไป ซึ่งเราผู้หญิงไทยมีสองคน บวกกับผู้ชายถึกๆ อย่างกูอีกหนึ่งคน แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะหลังจากที่ทำความรู้จัก และผูกซี้ตีสนิทกันเพียง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ละคนไม่ใช่สาย Trekking เลย และไม่รู้ก่อนสมัครมาด้วยซ้ำว่า Rinjani คืออะไร โถถถถถววว อิหอย แบบนี้กูว่ากูต้องจ้าง Porter แล้วล่ะ ซึ่งพอถามราคา Porter ไป ก็ยังอยู่ในราคาที่รับไม่ไหว เพราะมันบอกมาว่า 700,000 รูเปียส โอ้วแม่เจ้า

พอใกล้ถึงเวลาก็เลยแบกของขึ้นหลัง อิสัส หนักเหี้ยๆ เฉพาะของกูคนเดียวก็หนักแล้ว เลยคิดถึงในกรณีที่สาวสองคนเดินไม่ไหว อ่ะ กูจ้างลูกหาบดีที่สุด เลยได้ลูกหาบหนึ่งคนมาเป็นทีม แล้วก็แชร์น้ำหนักให้เค้าไปเลย พอถึงเวลาและคนพร้อม เราก็ขึ้นหลังกระบะ และเดินทางไปยังจุด Starting Point

เวลากว่า 15 นาที พาเรามายังจุดเริ่มต้นครับ ซึ่งจะบอกว่าก่อนที่เราจะเดิน เราไม่รู้หรอกว่า เราจะต้องเดินไปตรงไหนบ้าง จอดตรงไหนบ้าง จุดกางเต้นท์ชื่ออะไร แล้วรูทที่เราจะไปจะต้องขึ้น Summit อะไรวันไหน คือไม่รู้เลย แล้วระหว่างทางก็ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง มีสัตว์ป่ามั้ย มีกับระเบิดมั้ย มีน้ำตกมั้ย มีโจรมั้ย ไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนั้นเลย เพราะรู้อย่างเดียวว่า รินจานีคือมียอดอยู่ยอดหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าสูงเท่าไหร่ และก็มีทะเลสาบสีครามสวยๆ ไว้เมื่อไปถึงจะถ่ายรูปเล่น…

เราเริ่มต้นเดินกันอย่างย้ำเท้าช้าๆ อิสัส เดินได้ 200 เมตร หอบแดกครับ เนื่องจากว่าไม่ได้ยืดไม่ได้วอร์มอะไรมาเลย แล้วมาถึงก็เป็นทางขึ้นเลย ฝรั่งเดินหนีพวกเราไปหมด ทิ้งเราไว้เป็นคนไทยห้อยหลังอยู่สามคน พอผ่านไปได้ห้านาที ก็เหลือไมกับพี่กริ้งครับ น้องอีกคนเหมือนหายใจไม่ทัน เลยบอกว่าให้ไปก่อน เด่วจะเดินไปพร้อมกับกับไกด์ เราก็โอเค ถ้าจะหยุดไปพร้อมกันก็เกรงใจฝรั่ง เพราะยังไงจะไปต่อมันก็ต้องรอให้ครบกันครับ

เดินไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมง เหมือนวอร์มเครื่อง เราก็จะไปถึงหน้าประตูทางเข้าจุดเดินป่าของจริงครับ ก็ไปลงอยู่นู่นนี่นั่นว่าเราจะเข้าไปเดินรูทรินจานีกี่วันอะไรก็ว่าไป เพื่อเป็นการคอมเฟิร์มด้วยแหละ ว่ามีเราคนนี้ ประเทศนี้ เลขพาสปอร์ทนี้เข้ามา ณ​ อุทยานแห่งนี้จริงๆ เพราะหากใครเป็นอะไรไป เค้าจะได้ตามตัวได้ง่ายๆ นั่นเอง…

เดินไปเรื่อยๆ ครับ ยังไม่เห็นทางราบเลยนะ ไม่มีทางราบเลย และรู้สึกว่าจะเดินขึ้นไปเรื่อยๆ แบบเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด ผ่านไปสักหนึ่งชั่วโมงเราก็มาถึบง POS I ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 601 เมตรครับ ชื่อว่า Windu ก็นั่งพักกันได้สักพักรอน้องอีกคนหนึ่งมา พอน้องมาก็ถามว่าเป็นไงบ้าง ได้ใช่มั้ย ถ้าไม่ได้ให้รีบบอกนะ เพราะน้องบอกหายใจไม่ทัน น้องบอกว่าไหว แต่เดินช้าหน่อยนะ ไอ่เราก็เห็นน้องมันใจ ก็เลยไม่ได้ขัดอะไร อ่ะ ไปต่อ…

จากนั้นก็เดินไปอีกราวๆ ชั่วโมงกว่าๆ ครับ คือไม่มีทางราบเลย แล้วยิ่งชันกว่าช่วง Starting point มา Pos I เสียอีก ก็เดินแบบลากเลือดมาเรื่อยๆ แล้วระหว่างนั้นเอง ฝนก็ตกครับอิดอกกกก ฝนตกต้องเดินขึ้น ให้ตายเถอะ เราก็เลยเก็บกล้อง เก็บของทุกอย่าง แล้วก็ถอดเสื้อเดินเลยครับคราวนี้ เดินกันจนถึง Pos II

Pos II อยู่ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,500 เมตร ขื่อ Montong Satas ครับ จุดนี้เอง ที่เราหยุดกันนานมาก เพราะฝนมันตกแบบบ้าระห่ำกันจริงๆ แล้วคือ พวกไกด์และลูกหาบก็ทำอาหารเที่ยงให้พวกเราทานกันบริเวณนี้ครับ เรากับพี่กริ้งก็เลยดูนาฬิกา แล้วดูว่า น้องจะมาถึงตอนไหน ปรากฏว่า สองชั่วโมงให้หลัง น้องถึงเดินทางจาก Pos I มาหาพวกเราที่ Pos II ให้ตายเถอะ คือเข้าใจว่ามันชันและเดินยากนะ แต่พอฝนตกก็ยิ่งสงสารน้องเข้าไปใหญ่ ถ้าถามว่าหนาวไหม ดูจากเกล็ดละอองน้ำที่เกาะขนผมสิครับ บางจุดเป็นน้ำแข็งเล็กๆ เลย

ส่วนอาหารที่นี่ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่มาม่าต้นใส่ผักแล้วเอาไข่ต้มให้เราทานคนละลูกแม่งก็ประเสิฐเลอค่าเหลือเกิน หลังจากที่กินกันจนอิ่ม เราก็นับคนว่าครบหรือเปล่า พอพร้อมเท่านั้นล่ะ ขาทุกคนก็เริ่มก้าวออกพร้อมกัน และก็เหมือนเดิมที่ฝรั่งนำหน้าคนไทยตามหลัง และห้อยท้ายด้วยน้องฟิวส์คนเดิม

เดินกันอยู่ไม่นานก็เจอ Pos III Mondokan Lokak ครับ จุดนี้สูงจากระดับน้ำทะเล 2,000 เมตร รู้สึกว่ายังไม่เหนื่อย แล้วก็ตัดสินใจเดินต่อเลย

ต้องบอกว่า จาก Starting point มาถึง Pos III นี่เด็กไปเลย เพราะทางตั้งแต่ Pos III ไปถึงแคมป์แรกของเราในวันนี้คือเหี้ยมากกกกก เหี้ยแบบสุดๆ เดินไปคิดในใจและถามตัวเองซ้ำๆ ว่ากูมาที่นี่ทำไม คือขนาดกูแบบถึกๆ วิ่งขึ้นลงดอยหลวงเชียงดาววันเดียวยังแบบ กูมาที่นี่ทำไม แล้วเลยกลับไปนึกถึงพี่ๆ น้องๆ ผู้หญิงที่มาด้วย อิสัส เค้าไม่ค่อยได้ Trekking เหมือนเรา ความรู้สึกเค้าคงเหี้ยกว่าเราแน่ๆ เพราะฉะนั้น กูอย่าบ่น ถ้าเค้าบ่นก็อยู่เฉยๆ กลัวการทะเลาะ และยกเลิกทริปกลางคันมากๆ

แต่มาเดินป่าแบบนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ Rain Cover และกระเป๋ากันน้ำครับ เจ้า Rain Cover เนี่ย มันก็มีมาให้ทุก Backpack อยู่แล้ว อยากให้เพื่อนๆ ลองสังเกตุกระเป๋า Backpack ดู เวลาซื้อให้ซื้อตัวที่ด้านหลังมันโค้งออกครับ เวลาน้ำหยดใส่เนี่ย จะได้ไหลไปตามตาข่าย ไม่ไหลเข้ากระเป๋า แต่เราก็ต้องมีกระเป๋ากันน้ำไว้ใส่อุปกรณ์ Electronics ด้วยครับ อย่างทริปนี้ก็หยิบเอา QuikSilver มาเป็นตัวช่วย ใช้ง่ายน้ำหนักเบา แล้วยังกันน้ำได้อีกด้วย อันนี้เป็นอีกข้อสำคัญที่ห้ามลืมนะครับ ไม่งั้น กล้องเละแน่ ไม่ก็พาสปอร์ตเปียกอะไรเบอร์นั้นไป

เดินแล้วเดินเล่า แม่งก็ไม่ถึง เหมือนไม่มีจุดหมาย แล้วคือองศาที่เอียงไม่เคยต่ำกว่า 45 องศาเลยนะอิห่า นี่เมิงจะแดกแรงแดกพุงแดกเข่ากูไปถึงไหน เดินไปก็พักกันเอง พวกอิฝรั่งแม่งก็หายจ๋อย ไกด์ก็หาย อิดอกกกกก ฟ้าก็มืด ฝนก็ตกบางๆ

เดินไป เดินไป เดินไป ไม่ถึงสักที น้องก็ไม่ตามมา จนห้าโมงเย็นมาอยู่ตรงจุดที่ไม่มีต้นไม้บังหัวแล้ว เป็นอารมณ์แบบเขาช้างเผือกที่เดินกลางทุ่งหญ้า อิสัส พีคเหี้ย ชั้นหมาาาา กูไม่รู้จะอธิบายยังไง เดินห้าก้าวหยุด สามก้าวหยุด สิบก้าวหยุด สลับกับกำลังใจและความหวังที่มี

พี่กริ้งจะไหวป่าววะ คือกูกลัวแกเทมากกก ถ้าเททริปจะไม่สนุก แล้วน้องฟิวแม่งจะไหวป่าวว้าา ในหัวอิห่านี้คิดแล้วคิดอีก ยังไงกูก็ต้องดูแลพวกแม่งให้ได้นะเว้ย ห้ามบ่น ห้ามพูดมาก ห้ามสอนอะไรที่ไม่เข้าหูใครตอนนั้น มีหน้าทีอย่างเดียวคือให้กำลังใจและยิ้มให้ ไหวมั้ย เป็นคำที่กูพูดให้ทุกคนบ่อยที่สุด แต่พอหันมายิ้มให้แบบนี้ก็ โอเค แสดงว่ายังไหวอยู่

ช่วงหลังๆ มามันเหนื่อยมากกก ครับ แล้วฝนก็ตกไม่แรงด้วย เลยเอากล้อง Canon M6 ขึ้นมาเล่น ก็พบว่ามันมี Filter มาให้ในกล้องเลย อยากถ่ายโดยใส่ Filter สีไหน ก็แค่ปรับ mode แล้วเกทับ อย่างภาพด้านลนและด้านล่างของผมตรงนี้ ถ่ายที่เดียวกัน แต่ให้ความรู้สึกภาพที่ต่างกันอย่างชัดเจน

จนสุดท้าย หกโมงเย็นค่ะอีดอก ก็ขึ้นมาถึงจุด Camping แรกของทริป จุดนี้อยู่ทีความสูงจากระดับน้ำะเล 2,641 เมตร ชื่อ Plawagan I พอไปถึงเหมือนโลกหยุดหมุน เหมือนแบบกูมาถึงยอดแล้ว แต่แม่งไม่ใช้ เชี่ย หลอกตัวเองสักห้านาทีก็ยังดี ข้างบนนั้นหนาวมาก แต่วิวก็สวย เป็นทะเลหมอก พอให้ได้หยิบกล้องมาถ่ายเก็บภาพให้กำลังใจตัวเอง ดูเวลาและเริ่มนับถอยหลังว่า น้องฟิวส์ จะมาถึงกี่โมง

ช่วงหลังจากนี้คือไม่มีอารมณ์หยิบกล้องมาถ่ายภาพแล้ว…

ยืนรอแบบหนาวมากกกก หนาวจริงๆ หนาวเพราะตัวเปียกจากฝน ลมแรง และความดันอากาศที่เบาบางบนความสูง 2,641 เมตร คือมันหนาวแบบหนาวววว แต่กูต้องไม่หนาว คนอื่นหนาวได้ กูต้องไม่หนาว กูเป็นหัวหน้าทริป ก็เลยไปจัดแจงถามหาเต้น นู่นนี่นั่นเปลี่ยนเสื้อผ้าชั่วคราว เพราะเสื้อผ้าอยู่กับลูกหาบ ตัวเรามีแต่อุปกรณ์ถ่ายภาพแล้วก็ของสำคัญจำเป็น

ผ่านไปสองชั่วโมง เสียงน้องฟิวส์ก็โผล่มา น้องบอกว่า ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยมาก แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ยากเท่าไหร่ แค่เดินช้าเฉยๆ เราก็เออออ…​ดีใจที่เมิงคิดให้กำลังใจตัวเองอย่างนี้ เพราะถ้าตัวเมิงเอง ดาวน์เอง กูคงต้องใช้พลังบวกของกูงัดเมิงขึ้นมาอีก ก็เลยเอาของที่ลูกหาบมาดู อ้าวอิสัส เปียกหมดเลยยยยยยย เพราะกระเป๋าเราไม่มี Rain Cover เอาไงล่ะทีนี่ ยังไงก็ต้องใส่แบบนั้นนั่นแหละ

คือมันเปียกแบบเปียกอ่ะ ถุงนอนเปียก เสื้อเปียก กางเกงเปียก คือเปียกแบบอยู่บนนั้นหนาวตายแน่ เราเลยต้องจำใจใส่กางเกงในชื้นๆ กับทุกอย่างแฉะๆ นอนในค่ำคืนนั้น เรานอนในเต้นขนาดสำหรับสองคนกันสามคน เพื่อให้อุณหภูมิมันอุ่น ให้ความร้อนในร่างกายมันกระจายไปทั่วทั้งเต้น แต่แม่ง ช่วยเหี้ยอะไรไม่ได้เลย

ห้าทุ่มกว่า ได้ยินเสียงแกร๊ก อิสัส เต้นหัก พอ่งตายยยย อากาศข้างนอกจะเป็นอย่างไร เราสามคนต่างรู้ดี เสียงสองเสียงเป็นเสียงผู้หญิงต่างบอกพร้อมกันว่า พี่ไม เต้นท์หัก อิดอกกกกกกก ต้องเป็นกูไง กูแมนสุด

ตัดใจ ออกไปแบบเสื้อผ้าเปียกๆ ขาเปียก ไปท้าลมหนาว อิห่าาาาา เต้นหัก คือเหล็กที่ตั้งเต้นอ่ะ หักเลยยย หักเพราะพื้นมันเอง แล้วตอนนอนก็จะมีคนหนึ่งที่แบบตัวไถลไปอยู่ข้างเต้น พอมันพักนานๆ เต้นแม่งก็หัก กูจะทำไงล่ะ กูบอกว่า ยังไงก็ไม่ได้ ไม่ได้แน่ๆ ถ้าไม่มีสแปร์เหล็กดัด กูพยายามหาเชือกมามัด เปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่จนรู้สึกว่า กูทำคนเดียวไม่ได้ ตัดใจเอาไฟฉายเดินไปที่เต้น Staff แล้วพูดว่ะ

ไอ่สัส พวกเมิงเอาเต้นเหี้ยอะไรมาให้กูนอนเนี่ย แม่งใช้ไม่ได้ กากและสถุนมา… ถุย!!! จริงๆ คือเดินไปแบบย่องๆ แล้วเกรงใจเค้าโคตรๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงนิ่มๆ ว่า

Excuse me, Our tent were broken. Help us plzzzz

เป็นไงล่ะเมิง คืนแรกงานก็เข้าเลย

จากนั้นไม่นาน Staff ก็ส่งทีมมาสองคนครับ ก็มาช่วยดูให้เรา ทำกันอยู่ราวๆ 10 นาทีก็นอนได้เป็นปกติ ต้องขอบคุณ Staff มากๆ ซึ่งไม่รู้ว่าชื่ออะไร แต่เอาล่ะ เด่วค่อยว่ากันอีกที สำหรับคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์….

DAY 3

ตื่นแต่เช้า ปลุกตัวเองด้วยเพลงเพราะๆ สักเพลงหนึ่ง จากแผ่นที่เธอเขียนให้เราเมื่อวันก่อน….

เอาล่ะ 7 โมงเช้า กว่าจะผ่านช่วงวันที่สองอันแสนทรหดมาได้ ต่างคนต่างล้างหน้าแปรงฟันและทานอาหารเช้า แต่ไม่ใช่พวกเรา พวกเรายังคงนอนยั้วเยี่ยกันอยู่ในเต้นท์ สุดท้ายก็ตัดใจตื่นและลุกขั้นมาดูวิวยามเช้า โอ้วแม่เจ้าาาา นั่นวิวหรอ เรานัททิวเอง ไม่เจอกันมาตั้งนาน สบายดีม… อิห่า!! เลอะเทอะ เอออออ…​นิดเดียว กลัวเบื่อ ก็นั่นแหละ พอตื่นขึ้นมาใช่ป้ะ เราก็เอาโดรนบินมุมสูงทันที เพื่อเก็บวีดีโอเอาไปตัดต่อเล่นหลังจากกลับไป และนี่คือ After movie ที่ผมทำมาให้เพื่อนๆ ดูกันครับ

อย่างว่าครับ การเดินทางครั้งนี้ เราต้องลุยบวกกับสัมภาระทุกอย่างก็จะต้องเอาแต่สิ่งจำเป็นติดมา รวมถึงกล้องครับเพื่อนๆ กล้องถ่ายรูปถือเป็นปัจจัยสำคัญของนักเดินทาง การเดินทางในหลายที่ หากเรามีกล้องถ่ายรูปที่เล็ก บาง กระทัดรัดและน้ำหนักเบา ก็จะช่วยให้ลดภาระและแรงที่สิ้นเปลืองครับ อย่างในการ Trekking ครั้งนี้ ไมก็หยิบเจ้า Canon M6 ติดมาด้วย เพราะตัวกล้องมันเบา มันบาง และมีขนาดที่พกง่ายนี่แหละ ภาพทุกภาพที่เพื่อนๆ เห็นตั้งแต่ต้นรีวิว และจะได้เห็นต่อไปจากนี้ ก็มาจากหลังเลนส์ 18-150 mm ที่เสียบกับเจ้า Canon M6 มิเรอร์เลสตัวบางตัวนี้นั่นเอง ที่สำคัญคือจบจากหลังเลนส์ ไม่แต่งอะไรทั้งนั้น

ซึ่งในช่วงวันที่สอง ก็เป็นช่วงที่ผมหยิบเจ้า Canon M6 มาใช้เยอะมาก เพราะฝนไม่ตกเหมือนเมื่อวาน ก็เลยจะขอพื้นที่พูดถึงสเป็คต่างๆ และข้อดีของน้อง Canon M6 ตัวนี้หน่อย ว่ามันมี Feature โดดเด่นอะไรบ้าง ซึ่งต้องขอเกริ่นก่อนเลยว่าหลักๆ ไมจะใช้ Auto mode ในการถ่ายภาพทุกใบครับ เนื่องจากว่า การเดินทางของเราต้องใช้เวลาและค่อนข้างที่จะไม่ได้สบายเหมือนทริปพักผ่อน เราเลยมาวัดกันที่ Auto mode ของเจ้า Canon M6 นี่แหละ และด้วยหน่วยประมวลผลภาพ DIGIC7 ของเจ้า Canon M6 ทำให้การประมวลภาพออกมาเร็วและสมจริง เรื่องความละเอียดภาพนั้นชัดเว่อร์ที่ 24.2 ล้านพิกเซล ตัวกล้องมีเซนเซอร์ที่ทันสมัยสุดๆ อย่าง CMOS โดยมีขนาดเซ็นเซอร์ APS-C ที่ 22.3 x 14.9 มิลลิเมตร เมื่อบวกกับชัตเตอร์สปีดที่ค่อนข้างเร็วที่ 1/4,000 – 30 วินาทีแล้ว การถ่ายภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เลยไม่ต้องห่วง

เวลาอยู่ที่แสงน้อยก็ไม่ต้องกังวลครับ เพราะเจ้า Canon M6 มีช่วงค่าแสงที่ค่อนข้างกว้างตั้งแต่ ISO 100-25,600 เลยล่ะ เมื่อทำงานรวมกับเซนเซอร์คูลๆ กับสปีดชัตเตอร์เก๋ๆ ที่ดีงามมากับตัวกล้องแล้ว ก็หายห่วงเรื่อง noise ที่จะมารบกวนภาพเรา มากไปกว่านั้นคือ มันยังถ่ายวีดีโอได้ดี ต่อเนื่องได้ 85 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง หรือจะเป็นรูปก็ 295 ภาพต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตัวหล้องรวมแบตเตอร์รี่และเมม หนักแค่ 390 กรัม แบบไปไหนต้องพก…

แบะจุดเด่นๆ เลยที่ผมชอบสำหรับตัวนี้คือ ตัวโฟกัส มันสามารถล็อควัตถุได้ครับ คือเหมือนเราจะถ่ายคนที่กำลังจะเดิน เราก็แค่เอานิ้วไปจิ้มที่คน แค่นั้น สี่เหลี่ยมที่แสดงว่าโฟกัสก็จะลากตามคนคนนั้นที่เราต้องการจะถ่ายเลยล่ะ และแน่นอนว่าหน้าจอต้อง Touch Screen อยู่แล้ว ไม่งั้นไมคงพูดว่าเอานิ้วจิ้มไม่ได้ ซึ่งขนาดจอด LCD ก็มีขนาด 3 นิ้ว ความละเอียดที่ 1,040,000 จุด สำหรับรองรับการสัมผัส แล้วคือถ่ายเสร็จก็สามารถเชื่อมต่อ wifi ดึงภาพเข้าโทรศัพท์แล้วโพสต์โชว์เพื่อนหน้าเฟสบุ๊คได้อย่างเรียลไทม์เลยล่ะครับ

ขายกล้องไปแล้ว มาขายธรรมชาติกันต่อ หลังจากที่ทุกคนพร้อม และเราก็พร้อมมากๆ ที่จะไปเจออุปสรรค์ต่อไป เราก็เดินทางกันต่อเลยครับ วันนี้เราจะไปเบรคทานข้าวกันริมทะเลสาบ Danau ครับ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่จะอยู่ในวิวระหว่างทางของการเดินทางตั้งแต่วันนี้และวันพรุ่งนี้

การเดินทางจาก Plawagana I ไปยัง จุดพัก จะใช้เวลาราวๆ 2-3 ชั่วโมง แล้วความโหดคือ ลง และลง ลงอย่างชันๆ ลงแบบหน้ามืดตามัวมากๆ คือลงแบบคิดถึงคนที่เดินขาขึ้นสวนทางมากับพวกเราเลยว่า จะเหนื่อยขนาดไหน แต่วิวระหว่างทางก็ชะลอความเหนื่อยของเราให้เบาบางลงไม่น้อย

ระหว่างทางมันสวยมากจริงๆ มันเป็นช่วงที่เดินแล้วไม่รู้สึกเหนื่อยอะไรเลยทั้งนั้น คือเดินไปพร้อมกับบรรยากาศตอนเช้าที่แดดไม่แรงมาก อากาศเย็น แถมยังเห็นวิวทะเลสาบ หมอก ป่า และก็ยอดของ รินจานีอยู่ตรงหน้า มันเป็นอะไรที่ฟินสุดๆ

ไม่ได้มองแค่วิวจากไกลๆ แต่จากมุมมองใกล้ๆ ก็ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติได้มากขึ้นเช่นกัน ที่นี่ป่ายังคงอุดมสมบูรณ์ครับ แถมเจ้า Canon M6 ก็ดึงเข้าโหมด Macro ให้เราได้รู้สึกว่าได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นจริงๆ ชุมชนที่นี่รวมถึงเจ้าหน้าที่เค้ารักษาไว้ดีมาก ลูกหาบทุกคนจะได้รับถุงสีส้มขึ้นมาคนละถึง เพื่อรับผิดชอบขยะของตนกับนักท่องเที่ยว

ผ่านมาได้สักพัก ก็ต้องลัดเลาะริมทะเลสาบไปเรื่อยๆ ครับ สังเกตุว่าวิวจะถูกหมอกปกคลุมหมด เพราะว่าแสงแดดทำให้ไอน้ำและน้ำบางส่วนที่ค้างจากฝนเมื่อวานนี้ระเหยกลายเป็นไอ ลอยละมุนครุ่นเคร้าเต็มฟ้า น้ำที่นี่ใสนะครับ แถมปลาก็เยอะด้วย

สองชั่วโมงผ่านไปไกด์เราพาเราเดินออกออกเส้นทางครับ ซึ่งเราก็งงว่าจะพาไปไหน บริเวณนั้นผมจำได้ว่าหมอกเต็มไปหมด ได้ยินเสียงอะไรไม่รู้ดังซ่าาตลอดเวลา และแล้วก็ต้องตกใจครับ น้ำตก….

คือไม่คิดมาก่อนว่าที่นี่จะมีน้ำตกครับ แล้วเป็นน้ำตกที่ไม่เล็กด้วย ไกด์กระซิบบอกเราว่า บริเวณน้ำตกมีบ่อน้ำร้อนๆ เล็กๆ ด้วยนะ เป็นตาน้ำโผล่ออกมาเล็กๆ ให้ใช้เวลาที่นี่ รอคนกลุ่มอื่น เราก็ไม่รีรอที่จะถอดเสื้อแล้วไปแช่น้ำร้อนครับ ต้องบอกว่า เวลาเดินมาเหนื่อยๆ แล้วกล้ามเนื้อมันจะเมื่อยๆ หน่อย พอเจอกับน้ำร้อนที่แช่ไว้ทั่วร่างกาย มันฟินเกินจะบรรยายเลยล่ะ

เราถามไกด์ว่าน้ำตกชื่ออะไร เค้าบอกว่าไม่มีชื่อ ไอ่เราก็สงสัยนะ มันจะไม่มีชื่อได้ยังไง แต่เอาเป็นว่า จุดนี้ มันได้เพิ่มพลังให้กับเราได้เย้อออออ เลยทีเดียว

หลังจากนั้นก็เดินวนกลับมาพักบริเวณริมทะเลสาบครับ ลูกหาบก็ทำมาม่าใส่ไข่ต้มให้กิน มันอาจจะดูเป็นอะไรที่ไม่อร่อย แต่สำหรับอหารอะไรก็ตามที่อยุ่ในป่าแล้ว มันดูแพงและมีค่าที่สุด

ผมจะไปเร็วๆ แล้วนะ จะให้ภาพบรรยายแทนแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่หลังจากจุด Camping lake ตรงนี้ เราจะต้องเดินไปที่ Plawagan II ครับ ซึ่งจะเป็นแคมป์สำหรับเราในค่ำคืนนี้ อย่าถามว่าทางชันมั้ย ลองนึกภาพตาม… เดินก้มหน้าอยู่ดีๆ เงยหน้ามาคือ Step ต่อไปที่เราจะเดินอยู่ตรงตาเราพอดี ชันไม่ชันคิดดู…

แต่ระหว่างมันก็สวยของมันล่ะ ก็อาจจะมีท้อบ้าง ก็ได้กำลังใจจากไกด์ จากเพื่อนร่วมทางที่เดินผ่านไปมา ได้จอดพักดูวิว ได้อยู่กับตัวเอง ได้รู้ว่าในวันที่หัวใจมันเต้นแรงๆ แบบเหมือนจะหลุดออกมาจากหน้าอกมันเป็นยังไง

สามถึงสี่ชั่วโมงหลังจากนั้น เราก็มาถึงจุดตั้งแคมป์คืนที่สองแล้วครับ ซึ่งจุดตั้งแคมป์จุดนี้ชื่อ Plawagan II สูงจากระดังน้ำทะเล 2,639 เมตร อารมณ์เหมือนเขาช้างเผือกเลย แต่แบบตั้งแคมป์ได้ ฮาๆ และหมอกหนามากกกกกก ข้างบนจุดนี้มีของขายครับ ระคาก็พอรับได้กับสถานที่แบบนี้ เราพักตัวลงในเต้นท์ เพื่อรออาหารค่ำเติมแรงสำหรับวันพรุ่งนี้

ระหว่างที่เรานอนพัก ก็มีเสียงเรียกจากทีมว่า Come on, They set a fire for us. อ่อ…. ดีงามมากก คือต้องบอกว่าข้างบนมันหนาวมากครับ แล้วคือพวก Staff เค้าก่อไฟให้เราผิงกัน คือบรรยากาศดีมาก มีเบียร์หนึ่งขวด อากาศหนาวๆ นั่งล้อมวงคุยกันกับเพื่อนต่างประเทศ แล้วผิงกองไฟอุ่นๆ นี่มันฟินสุดๆ เอาล่ะ และสำหรับคืนนี้เราต้องรีบนอนครับ เพราะงานยากของเรา อยู่ใน Chapter ที่จะถึงนี่แล้ว

DAY 4

ทาง Staff นัดเราตั้งแต่ตีสองครึ่งครับ ใช่ครับ ฟังไม่ผิด ตีสองครึ่งเลย คือปกติจากจุดตั้งแรมสองถึง summit คนปกติจะใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมงครับ แต่คนไทยหรือเอเชีย ให้บวกไปอีกครับ 30 – 80 นาที ไม่รู้เพราะอะไร แต่เด่วมาลองไปพร้อมเราเลย

การเดินทางไป Summit Rinjani จะต้องมีไฟฉายคาดหัวครับ ซึ่งเราก็มีพร้อม เตรียมมาอย่างดี และระหว่างที่เดินไปได้ 500 เมตรนั้น ก็ตั้งอผง่ะครับ คือทางมันชันมากกกก และเป็นกรวดหินของภูเขาไฟ คือแบบ เดินยากมากกกก เรานี่แบบถอดใจไปครึ่งหนึ่งเลย แล้วคือพี่กริ้งเป็นผู้หญิงที่ไม่เคยเดินป่าปีนเขามาก่อน ไอ่เราก็เป็นห่วง คิดว่าพี่เค้าจะถอดใจหรือจะไปต่อน้าาาา…

แต่พี่แกก็ไปต่อครับ หยุดบ่อย แต่ก็ไม่เป็นไร มาด้วยกันขนาดนี้แล้ว ก็ต้องไปต่อ ระหว่างทางมีคนร้องไห้ มีคนไม่ไหวเดินกลับ มีคนโวยวายก็มี คืออยู่จุดนั้นมันเหนื่อย มันง่วง มันหนาว และที่เหี้ยคือเช้าตรูแม่งปวดขี้ ทุกอย่างคือเหี้ยมากกกกก

มันหยุดพักไม่ได้ครับ พอหยุดพักเหมือนจะตายเลยนะ ยิ่งสูงยิ่งหนาว คือพอเราอยู่เฉยๆ มันจะหนาวแบบ มือแข็ง ไม่สามารถหยิบจับอะไรได้ ยิ่งความสูงขึ้นเรื่องๆ ความดันลด ยิ่งหนาวและเหนื่อยง่ายกว่าเก่า

เราเดินทางออกมาตั้งแต่ตีสองครึ้่ง พระอาทิตย์ขึ้น 6 โมงเช้า แต่เรายังไม่ถึงยอดเลยครับ ผมหยุดเพื่อถ่าย Timelape ตอนพระอาทิตย์ขึ้น ได้ให้แสงแรกระหว่างทางขึ้น Summit เป็นอะไรที่ฟินไม่น้อย แล้วคือตรงหน้าเป็นฉากพระอาทิตย์ขึ้น หันไปทางขวาคือยอดสูงสุดรินนานี กับหลังหันคือทะเลาสาบสีคราม Danual ด้านซ้ายคือกลุ่มคนทีพยายามตะเกียดตะกายขึ้นไปให้ถึงยอด ตอนอยู่จุดนั้นบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง แต่มันอิ่มและทุ้มในใจเหลือเกิน

เอาล่ะ ใช้แรงเฮื้อกสุดท้ายที่มีกลั้นใจเดินต่อแบบไม่พัก เดินต่อไปจนไปถึง Summit ตอนเกือบ 7 โมงเช้า โอ้ววววววว ให้ตายเถอะ นี่นะหรอ Rinjani Summit ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,726 เมตร ข้างบนมันเป็นแบบนี้นี่เอง ผมปลงกับสังขารของตัวเองวันนั้นมาก แบบตั้งแต่เดินมา ไม่เคยมีที่ไหนเดินยากขนาดนี้มาก่อน ลองคิดเล่นๆ ปกติเวลาเราเดินเทียบกับฝรั่ง เค้าเดินก้าวเดียวเท่ากับเราเดินสองก้าวครับ แล้วคือต้องขอบอกเลยว่าตอนเราเดินขึ้น เราเดินสามก้าวเท่ากับหนึ่งก้าว เพราะหินกรวดมันลื่นมากกก ลื่นเหี้ยๆๆๆๆๆ

ผมมาถึงตรงนี้ได้ และบอกกับตัวเองว่า ” กูจะไม่กลับมาอีก ” เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อนๆ เรื่องราวของผมกับยอดเขาลูกนี้ พอจะเป็นเรื่องราวตัวอย่างที่เพื่อนๆ จะตามรอยกันได้อยู่บ้างไหม จากวันนั้นมาถึงตรงนี้ ยังนึกช่วงเวลาที่อยู่บนยอดได้อยู่เลยว่ามันเหนื่อยสุดๆ แต่มันก็ดีสุดๆ เช่นกัน จู่ๆ หัวใจมันก็พองโตมากๆ เมื่อกลับมาเปิดดูรูปที่ถ่ายกลับมาเป็นร้อยๆ ใบ มันทำให้ความคิดผมเปลี่ยน ก็กลับมาขาไม่หัก ไตไม่วาย ยังเดินได้สบายอยู่เลยนี่หว่า เพาะฉะนั้นไอ่คำพูดที่ว่า “กูจะไม่กลับมาอีก” ตอนนั้น ถือว่าผมไม่ได้พูดมันไปแล้วกัน และระหว่างที่ผมนั่งเล่าให้เพื่อนๆ ฟังอยู่ตอนนี้ ผมกลับบอกกับตัวเองเบาๆ อย่างน่าไม่อายว่า… ” กูจะกลับไปอีก ” แล้วเจอกันระหว่างทางครับ…

:: follow us ::

Youtube : https://goo.gl/rVqoVe
Fan Page : https://goo.gl/kDE9eh
Facebook : https://goo.gl/S42XZq
Instagram : https://goo.gl/60tM0B
Twitter : https://goo.gl/wx2I34
Pinterest : https://goo.gl/P1FsxN
Google+ : https://goo.gl/uQrGS9
Website : http://www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *