เชียงใหม่หน้าฝนก็คูลได้ [เชียงใหม่ 2 วัน 2 คืน ด้วยงบที่บานปลาย]

นอน U NIMMAN 1 คืน แล้วตื่นเช้าไปกินก๋วยเตี๋ยวบ้านจ่าโบ่

เคยเลื่อนหน้า feed ไปเจอรูปอยู่รูปหนึ่ง เป็นรูปที่พี่เติ้ล (แอดมินเพจแบกกล้องเที่ยว) ถ่ายรูปนุ้งเจน (แฟนตัวผอมๆ) แดกก๋วยเตี๋ยวอยู่ในเพิงที่ยื่นออกไปจากถนน แต่ แต่ แต่ มองไกลออกไปข้างนอกนั้นเป็นวิวที่ไม่สามารถตีราคาได้ เห็นแล้วแบบอยากจะกดไลค์ แต่ก็ไม่ดีกว่า คนกดให้เป็นหมื่นคนละ เราก็กดหัวใจให้แทนละกัน ฮาๆๆๆ

และแน่นอนว่าจุดหมายของเราสำหรับทริปนี้คือ การนั่งเครื่องบินแล้วเช่ารถขับขึ้นไปแดกก๋วยเตี๋ยวที่ร้านบ้านจ่าโบ่ครับ คือไม่ได้ว่างมากนะ ต้องมีตังค์ด้วยถึงจะทำได้ //น่าถีบสัส ฮาๆ  ไม่ก็ไม่มีที่ไปจริงๆ ถึงจะมาทำอะไรฆ่าเวลาไร้สาระแบบนี้ได้ แต่ก็ไม่เสียทีเดียว เพราะระหว่างทางก่อนจะไปถึงบ้านจ่าโบ่ มีอะไรให้เราแวะพักถ่ายรูป อีกโคตรรรรร เยอะ ไหนจะวิวดอยหลวงเชียงดาว บ้านระเบียงดาวบลาๆ เอาล่ะ มาดูกัน ว่าเราไปที่ไหนกันบ้าง

เริ่มต้นด้วยการจองตั๋วเครื่องบินแบบโหดสัสรัสเซีย คือจองแบบก่อนไปกันวันสองวันนั้นแหละ และต้องบอกว่า เด่วนี้ตั๋วเครื่องบินราคาถูก จิ้มมั่วๆ จั๊วมิ่มๆ ไปโดนจิ๋… เอ้ยยย ไปโดนตั๋วไปกลับกรุงเทพเชียงใหม่สองพันบาทคูลๆ สายการบินไหนบอกไม่ได้ เพราะไม่ได้ค่าตัว ๕๕๕๕ หลอกกกกกก ก็จองไปโดน Thai lion ทั้งไปทั้งกลับเลย แต่คือเดินทางเย็นวันศุกร์นะ แล้วกลับเย็นวันอาทิตย์

ที่รีบไปเย็นวันศุกร์เนี่ย เพราะไม่อยากรีบตื่นแต่เช้าวันเสาร์ เร่งรีบแหกขี้หูขี้ตาไปสนามบินแบบเสี่ยงตกเครื่องเหมือนอีอุ๋ย (แอดมินเพจ จ ะ เ ที่ ย ว ไ ป ไ ห น) ครับ คืออยากแบบ ตื่นสายคูลๆ ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่หน้าต่างโรงแรมไรงี้ แต่ก็นั่นแหละ ก็อยากจะไปแดกไก่ทอดเที่ยงคืนที่เชียงใหม่ด้วย ไปวอร์มอ้งวอร์มอัพไรเง้ แล้วที่สำคัญ อยากไปแอ่วสายเจียงใหม่จ้าววววววว อิอิ

คือเลิกงานเสร็จก้ไม่รอช้า ขับรถไปจอดไว้อาคารจอดรถดอนเมือง วันละ 250 บาท แพง แต่ก็ยอม ดีกว่าเอารถไปจอดตากแดด ตากฝน คนปล้นรถ มันไม่คุ้ม ก็บินไปชั่วโมงเดียว ก็ถึงเชียงใหม่ ทริปนี้ ไปกัน 5 คน มีสามคนที่บินมาก่อนตอนกลางวัน เค้าก็พากันไป iberry นู้นนี่นั้น คือไม่รู้แวะเที่ยวที่ไหนมาบ้าง แต่ก็ได้ภาพสวยๆ เก๋ๆ มากระตุ้นให้เรายิ่งอยากถึงเชียงใหม่เร็วขึ้น…

ด้วยความที่ว่ามากัน ๕ คน จะให้เช่ามอเตอร์ไซต์ขับเหมือนแต่ก่อนมันก็จะขาดคู่ ก็เลยตัดสินใจหารถยนต์ครับ search google ไปเจออยู่ร้านหนึ่งน่าสนใจมาก ชื่อ Trentcar เชียงใหม่ ไม่ใช่สิ Tcarrent เชียงใหม่ ตรงนี้เลย https://web.facebook.com/Tcarrental คือมีรถให้เลือกเยอะมาก แล้วบริการเป็นกันเองโคตรๆ ราคาเริ่มต้นที่ 900 บาทเท่านั้น เด่วนี้นะ จะไปไหน ยังไงลองเช็คราคารถยนต์เช่าก่อน เผลอๆ ถูกกว่าการโดยสารทางอื่นอีกนะ ยังไงลองดู

ครั้งนี้ก็คุยกันว่าจะเช่ารถ H1 ก็ได้ราคาที่ต่อแล้วต่ออีกที่วันละ 1,600 บาท เพื่อนก็มารับที่สนามบิน รู้สึกเหมือนเสี่ยมาก ถ้าลงมาปูพรหมแดงให้กูด้วยละก็จะดีงามมากๆ คือมาถึงไม่ได้ให้กูเข้าที่พักนะคะ พากูไปวอร์มอัพ แล้วต่อด้วยไก่ทอดเที่ยงคืนตามแผนที่ว่างไว้ กว่าจะถึงห้องแม่งปาไปตีสอง อิห่ารากกกกกก แล้วไงล่ะ แล้วใครจะรับผิดชอบการนอนของช้าานนนนนน แต่ไม่เป็นไร ก่อนมา เราได้จองที่พักที่คิดว่าจะฟื้นพลังของเราให้กลับมาเหมือนเดิมให้ได้มากที่สุด แม้จะมีเวลาอยู่ที่นั้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม…

DAY 1

ตื่นแต่เช้า ปลุกตัวเองด้วยเพลงเพราะๆ สักเพลงหนึ่ง สำหรับเมื่อคืนเราพักโรงแรมที่พึ่งเปิดตัวในเชียงใหม่ในเครือ U นามว่า U Nimman ต้องขอการันตีด้วยประสบการณ์ ก. ล้านตัวของผม คือโดยส่วนตัวแล้ว ชอบ U Hotel เป็นที่สุด แล้วพอรู้ว่าทาง U มาเปิดสาขาใหม่อยู่กลางสี่แยกรินคำ ไอ่เราก็รีบติดต่อจองที่พักมาเลยสองห้อง ช่วงนี้คือราคาลดแลกแจกแถมมากกกก ไปดูราคาได้ที่ http://www.uhotelsresorts.com/unimmanchiangmai

ซึ่งก็จองได้ห้องละ 2,000 กว่าบาทพักกลางเมืองเชียงใหม่งี้ เอาล่ะ ก่อนที่เราจะไปเที่ยวที่อื่น จะพามาดูโรงแรมใหม่ของเครือ U กันดีกว่า ว่าจะดีงามตามท้องเรื่องขนาดไหน คือสำหรับที่นี่เค้าคิดแล้วคิดอีก ให้ที่นี่เหมือนกับจุดรวมตัวของการมาคุยธุรกิจ วันหยุดพักผ่อน นักท่องเที่ยว หรือแม้แต่วันดีๆ ของครอบครัวที่อยากจะใช้เวลาร่วมกัน เพราะนอกจากดีไซน์ที่ยังคงความเป็นล้านนาบางๆ แล้ว ก็ไม่พลาดที่จะมี Amenities และ Extra service ที่ครบครัน บางทีก็ไม่ต้องมองไปไหนไกล พักผ่อนแค่ในโรงแรมก็ฟินสุดๆ แล้ว

สำหรับห้องก็จะมี 5 ประเภทด้วยกัน เริ่มต้นที่ Deluxe Room ห้องมาตรฐานที่เริ่มต้นง่ายๆ ที่ราคา 3,000 บาทในราคาปกติ มีเครื่องใช้สอยพร้อม เหมาะสำหรับคนงบน้อยแต่ต้องการความคูลมาประดับการเดินทาง ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยพื้นฐานหลักๆ ดังนี้

  • King or twin bed
  • Rain shower in every room
  • Entertainment for music and movie selections in-room
  • Individual controlled air conditioning
  • Personal electronic safe and hair dryer

ยัง ยังไม่หมด เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานของที่นี่นั้นต้องการจะทำให้เรารู้สึกว่าเราเอาของใช้ที่บ้านขนขึ้นรถสิบล้อแล้วก็ขับตามมาส่งเราถึงที่นี่เลย ก็จะมี…

  • Wireless high speed Internet access
  • Mini bar
  • Working desk
  • IDD telephone
  • Coffee/tea making facilities
  • Bathrobes and slippers
  • LED television with satellite feed and deluxe channels

ก็นั่นแหละครับ เรียกได้ว่า มาแบบครบครันกันเลยทีเดียว ฮาๆๆ

มาต่อกันที่ห้อง Deluxe Balcony ก็จะใหญ่กว่า Deluxe Room ปกติ จะมี ส่วนของ Balcony ให้ได้คิดงาน หรือชิลๆ เอ้าท์เพิ่มเติม แต่มาตรฐานก็เหมือนเดิม ไม่เปลี่นไปแน่นอน

ห้อง Deluxe Corner ก็จะใหญ่หน่อย มี Balcony และ minibar ในตัวห้อง ห้องจะอยู่ที่ส่วนมุมของทุกชั้น มีวิวที่สวยงาม เหมาะสำหรับคนที่มีงบเพิ่มขึ้นมาอีก อยากสบายหน่อย ก็ไปที่ห้อง One Bedroom suite เลยครับ ห้องกว้าง 67 ตารางเมตร มีอ่างอาบน้ำในตัวที่เพิ่มเข้ามา เตียงเป็น king size เท่ๆ เอาไว้นอนโอ๋เอ๋กับคนรู้ใจในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อย่างหวานแหววกันไปเลย ที่สำคัญราคาไม่ได้แพงอย่างที่คิด เริ่มต้นเพียง 6,000 บาทเท่านั้น

สุดท้ายจะเป็น Two Bedroom Suite ครับ ตัวนี้เหมาะกับครอบครัวมาก นอนจากจะมีสองห้องนอนที่แบ่งส่วนกันอย่างชัดเจนแล้่ว ยังมีห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นแยกออกมาอีก ขนาดห้องกว้างถึง 134 ตารางเมตร ราคาต้องสอบถามกับทางโรงแรมอีกทีครับ เพราะขึ้นอยู่กับฤดูกาลเลย

นอกไปจากห้องที่มีให้เลือกถึง 5 Types แล้ว ที่นี่เค้ายังใส่ใจถึงความสะดวกสบายกับแขกผู้เข้าพักด้วยนะครับ เค้าต้องการให้เรารู้สึกว่ามานอนอยู่บ้านหรือได้มาพักผ่อนจริงๆ ขนาดหมอนเนี่ย ก็ยังมีให้เลือกถึง 4 แบบด้วยกัน จะหนา จะบาง จะนุ่มขนาดไหนก็เลือกแล้วกริ้งบอกพนักงานได้เลย ก็จะมี Luxury Duck Down Pillow, Ultra Soft Micro Fibre Pillow, Medium Firm Polyester Pillow และ Firm Ball Fibre Pillow

แล้วคือก่อนเข้าพักเนี่ย พนักงานเค้าก็จะให้เราเลือกสบู่สี่กลิ่นครับ ซึ่งแต่ละกลิ่นนี่ก็จะหอมชวนให้ดมเหลือเกิน เป็นสบู่ก้อนนะ ส่วนสบู่เหลวในห้องน้ำเนี่ย ผมก็ชอบมาก รวมถึงแชมพูด้วย ไปพักทีไหร่ติดกลับบ้านมาเป็นประจำ ๕๕๕ ส่วนสบู่สี่กลิ่นที่เกริ่นไปก็จะมี Jasmine, Bamboo ,Lemongrass และ Orchid ครับ รับรองความหอมด้วยจมูกบานๆ ของผมเนี่ยแหละ

และมากไปกว่าที่โม้มาด้านบน ที่นี่จะมี Tea selection ให้เราเลือกดื่ม รวมถึงเพลงในห้องอีกราว 6 ประเภทให้เราฟังวนลูปอยู่ในห้องครับ แล้วในช่วงเช้าหากเพื่อนๆ ขี้เกียจลงไปทานมื้อเช้าเนี่ย ก็สามารถที่จะใช้สิทธิ Any where Any time ของทางโรงแรมได้ นั่นก็คือ สั่งเวลาไหน ไปสั่งที่ไหนก็ได้ ซึ่งจะสั่งได้ครั้งเดียวเท่านั้น ขอบอกว่า work โคตรรรร จะไม่ได้รัก U Hotel ได้ยังไง

มันจะมีอยู่มื้อหนึ่ง ที่มนุษย์ทุกคนควร take มื้อนั้นครับ นั่นคือมือเช้า มือเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดครับ แล้วจะช่วยให้การเผาพลาญของร่างกายดีขึ้น ระบบย่อยดีขึั้น หลังจากที่เราล้างหน้าแปรงฟัน ก็แต่งตัวเหมือนอยู่บ้าน เดินลงมาทานข้าวเช้าเติมพลังก่อนลุยทริปช่วงบ่ายวันนี้ครับ มาดูกันว่าที่นี่ มีอะไรให้เราทานบ้าง

ซึ่งอาหารของที่นี่ก็จะเป็น Buffet ที่ดีงามมีคุณภาพครับ มีอาหารให้เลือกทานหลายอย่างมาก บางอย่าง Chef ก็ทำให้ทานกันสดๆ เลย มีทั้งของคาว ของหวาน นานนาชาติ คนจะไดเอ็ท สลัดคุณภาพพรีเมี่ยมก็มีให้หยิบจับ เรียกได้ว่าทานกันแบบอิ่มๆ เต็มที่กันไปเลย

อ่อ… แล้วที่พลาดไม่ได้สำหรับ Signature ของที่นี่ในช่วงเช้าคือตัวนี้ครับ น้ำที่รวมเอาผลไม้ตัวเก่งทุกตัวในการช่วยเผาผลาญ และระบบขับถ่าย รวมถึงเพิ่มพลังในเลือดให้เพื่อนๆ ได้ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกเปล่งปลั่งตั้งแต่เช้า ตัวนี้ชื่ออะไร ลองไปสั่งกันเองที่ U Ninman Chiangmai นะครับ ฮาๆๆ

ระหว่างที่คุยกัน พนักงานก็มาคุยด้วยครับ ก็ถามว่าขึ้นไปสระน้ำบนดาดฟ้ายัง สวยนะ เราก็แบบ ยังเลย แล้วดูท่าทางพี่เค้าตื่นเต้นมาก เราก็เลยคุยกันว่า เด่ววันนี้ เราจะออกสายๆ หน่อย จะใช้ชีวิตในโรงแรมให้เต็มที่ไปเลย เพราะดูเหมือนที่นี่ จะมีอะไรให้เราทำเยอะไม่แพ้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ในเชียงใหม่เลย

หลังจากที่เรารับประทานอาหารกันเสร็จ ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรครับ แพลนของเราคือต้องไปทานก๋วยเตี๋ยวที่บ้านจ่าโบ่ ก็คือเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ แต่เด่วคิดว่าบ่ายๆ คงออกจากที่นี่ไปนอนปายกันแล้วล่ะ ก็เลยนัดกันขึ้นไปบนด่านฟ้าครับ ไปเล่นน้ำที่สระว่ายน้ำดาดฟ้าของทางโรงแรม สั่ง Cocktail มาดื่มกันคูลๆ ห้าคน ฟินกระจายยยยย

สระน้ำที่นี่คือกระเบื้องสีสวยมาก พอมันกระทบกับแดดตอนกลางวันนิคือสวยเลย สระไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป งามในความเป็น U Nimman แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำละก็ มาช่วงเย็นๆ ผมว่าพีคจับใจเลยล่ะ

กลับห้องเก็บกระเป๋าแล้วเช็คเอ้าท์ครับ แต่ก่อนจะได้เช็คเอ้าท์เนี่ย นอนอ้อร้อบนเตียงกันนานมาก คือจุดประสงค์ที่มาเชียงใหม่ครั้งนี้ก็เพื่อที่จะมาทานก๋วยเตี๋ยวบ้านจ่าโบ่นั่นแหละ แต่พอกินอิ่ม แล้วว่ายน้ำเล่นเหนื่อยๆ ด้านบนดาดฟ้าโรงแรมอีก ก็ทำให้ร่างกายไม่อยากไปไหนต่อ บวกกับเตียงนุ่มๆ ที่ชุ่มด้วยความหอมของกลิ่น U Ninman เมิงงงง กูขี้เกียจไปละ กูนอนรอที่นี่ได้มั้ย //เสียงของเพื่อนที่มาด้วยกัน อิห่า ทีหลังก็นอนตายอยู่บ้านให้หนอนแดกนะคะ เอดอกกกก ฮาๆๆ

แต่ก่อนออกจากที่นี่ก็สั่งอาหารทานกันก่อน เค้าบอกว่า พะแนงหมูฝอยที่นี่อร่อยมากกก เราสั่งกับข้าวและอะไรหลายๆ อย่างมาทานครับ รสชาติดีมากปราบปลื้ม และก็อย่างที่เค้าแนะนำครับ พะแนงหมูฝอย อร่อยลืมมมมมมม

แล้วรูปด้านล่างของผม คือหน้าตาพะแนงหมูฝอยที่ผมถูกสปอยมาครับ ดูแค่ภาพก็น่าทานแล้ว ขอบอกว่าข้าวจานเดียวไม่พอครับจังหวะนั้น เอาล่ะ รีบทาน แล้วรีบเดินทางกันต่อ…

จากตัวเชียงใหม่เรามุ่งหน้าสู่ถนนเส้น 1095 ครับ ระหว่างทางมีอะไรน่าสนใจเราก็แวะพัก สลับนอน เดินทางไปเรื่อยๆ ร้องเพลงคุยกัน แต่ลืมวิวดอยหลวงเชียงดาว หรือบ้านระเบียงดาวที่โม้ไว้ที่ Paragraph แรก ล่างรูปที่หนึ่งได้เลยนะครับ เพราะมัวแต่อ้อร้ออยู่บนเตียงนั่นแหละ เลยไม่ได้ไปไหนต่อเลย ฮาๆๆ เพียงราวๆ 3 ชั่วโมง ก็มาทะลุที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอนแล้วครับ

สถานที่แรกที่เราจะแวะก็คงจะหนีไม่พ้นสะพานข้ามแม่น้ำปายครับ ตรงนี้เรียกได้ว่าสมัยก่อนเนี่ย เป็นจุดยอดฮิตเลยนะ คือใครมาก็ต้องมาจอดรถถ่ายรูปตรงนี้ แล้วช่วง high season ต้องบอกว่าคนแน่นมาก แต่มาฤดูนี้นิล้างงง จนตกใจ เอาล่ะ ถ้าจะให้พูดถึงประวัติความเป็นมาของที่นี่ละก็ ผมคงบอกอะไรมากไปกว่าภาพสวยๆ ที่จะเอามาให้เพื่อนๆ ชมไม่ได้

จากตรงนั้นก็จะมีอีกสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักจะไปกันครับ นั่นก็คือ… เอิ่มลืมชื่อ แต่เอาเป็นว่ามันคือการทะลายของดินครับ แล้วด้วยเวลาที่ผ่านไปนานหลับสิบหลายร้อยปี เลยทำให้ดินบริเวณนี้ แข็งพอที่จะมีพื้นที่ให้คนสามารถเดินขึ้นไปบนยอดกองดินนั้นได้ มันหวาดเสียวหน่อยๆ แต่เมื่อแลกกับการได้เห็นวิวอะไรแปลกๆ แบบนี้แล้ว ก็ถือว่าคุ้มค่าไม่น้อย…

อ.ปายใน หน้า Low Season ต้องขอบอกว่าร้างมาก แต่ก็ร้างแบบสงบน่าอยู่ แตกต่างจากช่วง High ที่มีของซื้อของขายแบบเต็มถนน เรียกว่าจำแทบไม่ได้เลยดีกว่า ว่าตอนที่มีแผงมันเป็นยังไง เราหาร้านทานข้าวเย็นกันครับ ซึ่งก็ไปเจอร้านหมูกระทะบุฟเฟ่ห์ ก็จอดแล้วก็ลงไปยัดห่ากันแบบไม่ลืมหูลืมตากันทีเดียว

การนั่งรถจากเชียงใหม่ขึ้นมาปายมันค่อนข้างจะเวียนหัวนิดหน่อย เราเลยรีบหาที่พักชั่วคราวเพื่อจะพักผ่อนกันครับ หลังจากได้ที่พัก ผมก็ไปนวดแผนโบราณ ส่วนเพื่อนก็ไปปาร์ตี้ต่อกันที่ร้านใกล้ๆ ทุกคนใช้เวลากันได้อย่างคุ้มค่า และกลับมานอนพัก พร้อมที่จะตื่นตีห้าออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่บ้านจ่าโบ่ในวันพรุ่งนี้

Day 2

บ้ า น จ่ า โ บ่

เราตื่นกันตั้งแต่ตีห้า ไม่อาบน้ำแปรงฟัน ล้างหน้าแล้วหยิบผ้าห่มผืนใหญ่ขึ้นรถเพื่อเดินทางไปบ้านจ่าโบ่ เราเช็คแผนที่แล้ว อีกไม่น่าเกินหนึ่งชั่วโมงก็คงถึง ขับไปเรื่อยๆ ด้วยอากาศที่เย็นสบายโค้งนิดโค้งหน่อยเหมือนถูกส่ายเปล ก็ทำให้หลับไปแบบไม่รู้สึกตัว มารู้สึกตัวอีกทีต้อนโค้งสุดท้ายก่อนถึงบ้านจ่าโบ่

เห้ยยยย ตรงนี้สวยอ่ะ จอดก่อนนนนนนนน ผมบอกให้พี่เดียร์จอดรถ เพื่อที่จะลงไปถ่ายรูป แต่อ่าววววว เราถึงแล้วหรอวะ ผมเห็นป้าย กม.เขียนว่าบ้านจ่าโบ่ อ่ออออ ถึงว่าทำไมสวย พวกเราเดินลงจากรถ แล้วก็มาถ่ายรุปเล่นกัน แล้วก็ปล่อยโดรนด้วยนะ ฮาๆๆ

สำหรับก๋วยเตี๋ยวชื่อดังบ้านจ่าโบ่ก็อยู่ใกล้ๆ นี่เลย แต่เปิอ 7 โมงเช้า เราก็รอกันไป พร้อมกันดูวิวพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ขึ้นจากหลังภูเขา พอร้านเปิดก็เข้าไปสั่งก๋วยเตี๋ยวทาน พร้อมกับนั่งห้องขาดูวิวที่อยู่ตรงหน้า ทุกอย่างมันลงตัวเอามากๆ ถ้ามีโอกาสก็คงอยากที่จะกลับมาอีก

เอาล่ะ ยังไงไมฝากโรงแรมเปิดใหม่ของเครือ U Hotel ที่ U Nimman ด้วย แล้วก็ไม่อยากให้พลาดโอกาสที่จะนั่งกินก๋วยเตี๋ยวห้อยขาที่วิวล้านแปดที่สุดในโลก ณ บ้านจ่าโบ่ สักครั้งในชีวิต แล้วเจอกันระหว่างทางครับ…

:: follow us ::

Youtube : https://goo.gl/rVqoVe
Fan Page : https://goo.gl/kDE9eh
Facebook : https://goo.gl/S42XZq
Instagram : https://goo.gl/60tM0B
Twitter : https://goo.gl/wx2I34
Pinterest : https://goo.gl/P1FsxN
Google+ : https://goo.gl/uQrGS9
Website : http://www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *