BACKPACK มัณฑะเลย์ – พุกาม 4 วัน 3 คืน ด้วยเงิน 10,000 บาท

เชื่อว่าจุดเริ่มต้นของเด็ก Backpacker อย่างเราๆ คือการเก็บประเทศเพื่อนบ้านให้ครบให้ได้เร็วที่สุดแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น ลาว เขมร เวียดนาม มาเล หรือพม่า ก็มี Landmark และจุดที่สนใจต่างกันออกไป ไม่มีใครแทนใครได้ ไม่มีประเทศไหนแทนประเทศไหนได้เช่นเดียวกัน แล้วประเทศที่มันสวยอยู่แล้วบางทีก็ไม่ต้องขนของกล้องใหญ่อะไรไปให้เทอะทะ แค่มือถือเครื่องเดียว ก็เก็บเอามาเล่าเรื่องได้แล้ว ทริปนี้ไม่มี Sponsor กูออกตังเองทั้งหมด และภาพทุกภาพ ถ่ายจาก Samsung Galaxy S8 ครับ

BACKPACK มัณฑะเลย์ – พุกาม 4 วัน 3 คืน ด้วยเงิน 15,000 บาท ครั้งนี้ คือเราไปกันอย่างง่าย ไม่มีแพลน ไม่ได้จองที่พัก เน้นหน้างาน หากใครอยากตามรูทนี้และราคานี้ ก็จะเล่าให้ฟังอย่างง่ายๆ ว่า…

DAY 1: บินจากดอนเมืองลงมัณฑะเลย์ด้วยตั๋วไปกลับราคา 5,000 บาท นั่งรถไป Bus Station แบบ Private taxi ราคา 12 USD จากนั้นก็ซื้อตั๋วไปลงพุกามในราคา 9,000 KYAK  ณ จุดนี้ต้องบอกก่อนว่าไปกัน 3 คน บางอย่างมันจะหารกันได้ และ 4,000 KYAK ก็ประมาณ 100 บาทไทย

DAY 2: ตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นโดยการขับ E-bike คันละ 8,000 KYAK แบบซ้อนกันได้สองคน เป็นราคาทั้งวัน จากนั้นก็ขับรถเล่นนิดหน่อยเพื่อให้รู้ว่าบ้านเมืองเค้าเป็นอย่างไร จ่ายค่าเข้าสถานที่คนละ 25,000 KYAK ทีเดียวจบจนจบวันด้วยการดูพระอาทิตย์ตกที่ Buhethi อาหารแต่ละมื้อ ที่พักแต่ละคืนให้ตีถัวเฉลี่ยไปเลยว่าตกวันละ 1,000 บาท

DAY 3: ตื่นแต่เช้าแล้วนั่งรถกลับไปมัณฑะเลย์ แต่ครั้งนี้ได้รถราคา 8,000 KYAK นะ จากนั้นเช่ามอเตอร์ไซต์ครึ่งวันสองคันได้คันละ 10,000 KYAK ขับรถไปชมน้ำตก Dee Dote แล้วขับวกกลับมาหาของกินในตัวเมืองก่อนกลับมานอน

DAY 4: ตื่นแต่เช้าไปชมพิธีล้างหน้าพระ แล้วต่อด้วยสะพานอูเบ็ง ก่อนกลับมา Check out แล้วบินกลับบ้าน ซึ่งพอตีสรุปรวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายแล้ว ก็ตกราวๆ คนละ

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดจากการอยากไปเที่ยวกับเพื่อนสมัยมัธยมเฉยๆ ไม่ได้จะเอามาทำรีวิวอะไรเลย แต่พอไปแล้วมันเห็นช่องทางในการเดินทางว่าควรจะไปแบบนี้แบบนั้นมากกว่า และมันยังมีกิจกรรมที่คิดว่าคนอยากเที่ยวจริงๆ นั้นควรได้ไป ได้ทำ ไหนจะค่าใช้จ่ายที่คิดเหมารวมแบบหาร 3 รวมทุกอย่างตั้งแต่กินเล่น ที่พัก อาหาร และกิจกรรมต่างๆ มันตกเฉลี่ยแบบรวมตั๋วบินคนละ 10,000 บาทเท่านั้น เราก็เลยจัดทำ Guideline ง่ายๆ ให้ได้ตามรอยกันข้างล่างนี้เลย

วันนี้จะอาสา Guideline ทริปอย่างง่ายปนเล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ได้ตามรอยกันแบบสบายๆ จะเล่าตั้งแต่อยู่ไทยไปจนถึงนั่งรถข้ามไปพุกามกันเลยทีเดียว ซึ่งแพลนง่ายๆ ที่สามารถจะเก็บตอนบนของพม่าอย่างมัณฑะเลย์ ก็ควรจะสักสี่ซ่าห้าวัน แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราจึงขอออกแบบแพลนให้เพื่อนๆ แบบครบเซ็ทหน่อย จะได้เก็บกันเต็มที่ไปเลย แต่ราคาที่เสียไปก็จะมากกว่า 10,000 บาท ขึ้นอยู่กับกิจกรรมและจำนวนคืนที่ค้างเพิ่มขึ้น แต่ผมว่ามากสุดก็ไม่เกิน 15,000 บาทแน่นอน และทางนี้ก็ได้วาดแพลนใหม่คร่าวๆ ให้ประมาณนี้….

DAY 1

  • บินไปถึงมัณฑะเลย์
  • ต่อรถไปลงพุกาม

DAY 2

  • ตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ทุ่งเจดีย์พร้อมวิวบอลลูน
  • ทัวร์มหาวิหาร เจดีย์ และปราสาทต่างๆ
  • ดูพระอาทิตย์ตกดินที่ทุ่งมหาเจดีย์ หรือล่องแม่น้ำดูอาทิตย์ตกดิน

DAY 3

  • นั่งบอลลูนชมวิวเมืองพุกาม
  • นั่งรถกลับมาที่มัณฑะเลย์
  • เก็บสถานที่สำคัญๆ ในตัวเมือง
  • ชมสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก

DAY 4

  • ตื่นเช้าเข้าชมพิธีล้างหน้าพระ
  • ขับรถไปชมเมืองแห่งน้ำตก
  • ล่องแพ ขี่เอทีวี พักแถวนั้นหนึ่งคืน
  • DAY 5
  • ตีตั๋วกลับเข้ามา
  • บินกลับบ้านด้วยความปลอดภัย

อันนี้เป็นแพลนที่เราคิดว่าจะทำให้เพื่อนๆ เก็บครบจบหมดในมัณฑะเลย์ในทุกๆ แนวๆ ไม่ว่าจะเป็นชิล มันส์ ลุย หรือสายโบราณคดีพิถีพิถัน นั่นแหละครับ แพลนจากประสบการณ์ของผม เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้ว ตัดไปวันวันแรกของทริปเรากันเลย มา!!

DAY 1: BANGKOK – MANDALAY – BAGAN

วันแรกขอเริ่มต้นอย่างเบาๆ แบบไม่รีบไม่เร่ง นั่นคือการเดินทางทั้งวันครับเพื่อนๆ การเดินทางในมัณฑะเลย์ไปพุกามต้องขอบอกว่าไม่ค่อยสะดวกเหมือนรูทอื่นๆ เท่าไหร่ ไม่มี Sleeping Bus และรถหมดแค่รอบ 20.00 น. ครับ ให้คิดคร่าวๆ ว่าต้องใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมงในการเดินทางไปยังพุกาม ลองคิดเล่นๆ สิ ว่าเราควรถึงมัณฑะเลย์กี่โมงดี

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการจองตั๋วของเพื่อนๆ เลยล่ะ แต่เอาเป็นว่า มาถึงเช้าๆ ในราคาที่ไม่แรงมากละกัน จะได้ไปเปลืองตังค์กับค่าตั๋วมาก ราคาดีๆ ก็คือห้ามเกิน 5,000 บาท พอมาถึงสนามบิน ก็จะมีรถตู้พาเข้าเมืองครับ ซึ่งเค้าจะคิดค่าหัวคนละ 3 USD แต่ถ้ามากันหลายคน ผมแนะนำให้เอา Private Taxi ครับ 12 USD ถึงที่เลย

เวลาราว 30 นาที ก็ถึง Bus Station ครับ ซึ่งการจะไปพุกาม ต้องนั่งรถจากสนามบินมาลงที่ Chan Mya Shwe Pyi Bus Station ครับ อยู่ถนน Thayawaddy Min Gyi St อย่าผิดนะครับ เดี๋ยวจะเสียเวลา

ตอนพวกเราไปถึงมันก็หิวครับ บริเวณนั้นจะดูกันดารหน่อยๆ และมีร้านขายข้าวน้อยมาก เหลือบไปเห็นอยู่ร้านหนึ่งและน่าจะเป็นร้านเดียว แต่เพื่อความอยู่รอดและอยากลองอาหารพื้นเมือง เราเลยสั่งอะไรก็ได้มา 1 set เอาจริงๆ คือคุยกันไม่รู้เรื่องครับ ผ่านไปสักพักก็ได้สิ่งนี้มา ถามว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง ก็พอทานได้บางอย่าง ตรงนี้เลยอยากจะมาเตือนว่า ใครที่ทานยากๆ อย่าลืมเอาพวกอาหารสำเร็จรูปจากไทยไปด้วยนะครับ เผื่อท้องเสียหรือเป็นอะไร จะได้ไม่มีปัญหาตอนอยู่ที่นั่น และหลังจากที่เที่ยวมาหลายวัน บ้านทุกบ้านหรือร้านอาหารแทบทุกที่ที่เป็นร้าน Local มักจะจัด Set กันแบบนี้เลย

จากนั้นก็หารถไปพุกามเลยครับ ราคา 9,000 KYAK ซึ่ง 4,000 KYAK ก็จะประมาณ 100 บาทไทย และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทราบคือ พุกามที่นั่น เค้าไม่ได้เขียนว่า Phukam นะครับ แต่เค้าเขียนว่า Bagan และออกเสียงว่า “ บา-กัน “ ยังไงลองเปลี่ยนวิธีพูดด้วยนะครับ จะได้เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย

ระยะทางจากสถานนีขนส่งไปพุกามไม่ถึง 200 โลครับ แต่ใช้เวลาราวๆ 4-5 ชั่วโมงเลย ด้วยความว่าถนนเป็นเลนส์เดียว บวกกับการจราจรที่นั่นไม่ได้มาตรฐานเหมือนบ้านเราครับ ยังไงเผื่อเวลาเดินทางกันไว้ด้วย ซึ่งเบาะนั่งก็จะประมาณในภาพครับ คือค่อนข้างเมื่อยและปวดหลัง ขับไปราวๆ 2 ชั่วโมงเค้าก็จะหยุดให้เราแวะพัก 1 ครับ และเดินทางต่อไปจนสุดครับ

ถึงจุดนี้เพื่อนๆ คงเดินทางกันอย่างหน่วงเหนี่ยวและเหนื่อยสุดๆ แนะนำให้จองที่พักไว้ก่อนเลยถ้ารู้ว่าจะต้องนอนที่ไหนวันไหนชัวร์ๆ แล้ว ซึ่งใครที่เป็นลูกเพจผมเรื่องที่พักอยากให้ฟังทางนี้  คนไหนต้องเดินทางหาที่พัก สามารถรับส่วนลด 1,000 บาทไปเลย เพียงจองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรเครดิท แค่นี้เงินก็จะจ่ายคืนกลับเข้าไปในบัตรแบบสบายกระเป๋าหลังจากเข้าพักเรียบร้อยแล้ว จองเลยสิ ** ใช้สิทธิ์ได้แค่คนละ 1 ครั้งเท่านั้นนะ และยอดจองต้องมากกว่า 2,000 บาท ขึ้นไป และนั้นคือเรื่องดีที่อยากเอามาแชร์ครับ

DAY 2: Secret’s Sunrise and Old Bagan

ด้วยความที่พม่าเป็นประเทศที่ถูกยกเลิกวีซ่าสำหรับบ้านเราแล้ว ทุกอย่างเลยดูง่ายไปหมด ส่วนเรื่องการนำโดรนมาบินเนี่ย จริงๆ แล้วทุกประเทศก็ต้องมีใบ Permit ครับ แต่ก็ลองคุยกันดูกับคนพื้นที่ อาจจะอะลุ่มอล่วยกันได้ เมื่อคืนผมว่าเพื่อนๆ คงจะนอนไม่อิ่มกันเท่าไหร่ แต่ก็ต้องรีบปลุกตัวเองให้ตื่นให้ได้ครับ เพราะเช้ามืดวันนี้ เราจะต้องไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นกัน

การไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นนั้น จะอยู่ในโซน Old Bagan ครับ เลยอยากแนะนำให้หาที่พักแถวๆ นั้นครับ เพราะขับรถไปไม่กี่กิโล ซึ่งแนะนำอย่างที่สองคือ E-bike ซึ่ง E-bike ก็คือมอไซต์ไฟฟ้าครับ ราคาต่อวันทั้งวันที่ 6,000 KYAK – 8,000 KYAK ห้ามเกินนี้ ไม่ต้องเสียค่าน้ำมัน ขับได้ทั้งวัน เราควรออกจากที่พักตั้งแต่ตี 4 กันหลัง และเพื่อนให้ได้ Location ดีๆ ที่ไม่มีหัวคนมาบังวิวพระอาทิตย์ขึ้นและฝูงห่าบอลลูลในเฟรมกล้องถ่ายรูปเรา

สถานที่ที่ผมจะแนะนำไม่ใช่ที่ที่เป็นจุดนิยม แต่ที่แนะนำเพราะมีคนน้อยมาก และวิวก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรที่นี่เรียกว่าเจดีย์อะไรไม่รู้ ไม่มีชื่อใน Maps.me แต่ปักไว้ที่ 21.158879, 94.880606  (Copy Location นี้เอาไป search ใน Google Map แล้วจะเจอเอง เพราะมันไม่มีถนนเข้าในแผนที่) ถ้าหันหน้าเข้า Sujamani Phato คืออยู่ทางขวาห่างออกไปอีก 400 เมตรเท่านั้น ยังไงลองหาดู

ขอโทษด้วยที่ไม่รู้ชื่อเจดีย์ แต่นี่คือภาพที่ผมได้จากการขึ้นมาจุดชมวิวตรงนี้ มันสวยเกินบรรยายสุดๆ คนน้อย ไม่พรุกพร่านเมื่อเปรียบเทียบกับจุดชมพระอาทิตย์ตกช่วงเย็นที่ใครหลายคนนิยมไปที่นั่น และคงไม่ต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้ ปล่อยให้ภาพ มันบรรยายเรื่องราวของมันแทนการเล่าเรื่องของผมแล้วกัน…

ก็เสร็จไปแล้วกับการชมพระอาทิตย์ขึ้น เค้าบอกว่า See Angkor Wat And Die, See Bagan And Live ถ้าคุณได้เห็นนครวัดที่กัมพูชา จะทำให้คุณได้ตายตาหลับ แต่ถ้าเห็นแสงตะวันยามเช้าจากพุกาม จะทำให้คุณอยากมีชีวิตอยู่ จากนิยามของนักเขียนชาวอังกฤษคนนั้น ก็ทำให้ผมรู้สึกอย่างที่เค้าพูดจริงๆ

วันนี้ทั้งวันเพื่อนๆ ควรไปเก็บสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญในพุกามแห่งนี้ครับ โดยเราจะต้องเสียค่าเข้า 25,000 KYAK จ่ายครั้งเดียวจบ แล้วไม่ต้องจ่ายค่าเข้าที่ไหนอีกเลย ซึ่งสถานที่สำคัญที่ห้ามพลาดในพุกามก็มีหลายที่ เช่น วัดบากัน, วิหารอนันดา, เจดีย์เซวซันดาว, Htilominlo Pahto, Gubyaukgyi Temple, Dhammayangyi Temple, เซวซิกอนปายา, Bulethi, เจดีย์ธรรมยาสิขา, Thatbyinnyu Temple, Alo-daw Pyi Pagoda, Thitsarwadi Pagoda, Nann Myint Tower, Sulamani Guphaya Temple เป็นต้น

คือมันมีเยอะมาก ไล่มาไม่หมดหรอก เอาเป็นว่าถ้าไม่ได้อินอะไรขนาดนั้นก็ดูแต่พองาม ส่วนของเราในวันนั้น กลับห้องไปนอนเลยจ้า ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น นอนเอาแรงและก็เตรียมวางแผนวันต่อไป ฮาๆๆ แต่อย่างที่บอกว่าเราต้องมาดูพระอาทิตย์ตกใช่ไหมล่ะ เราก็เลยตื่นตัวหน่อย แล้วขับรถเล่นก่อนที่จะไปถึงจุดชมวิว ก็ไปค้นพบวิธีของคนพื้นเมืองริมน้ำที่นั่น คนที่นั่นก็ยังคงมีหลายชนชั้นนั่นแหละ อย่างจุดนี้ กินขี้ปี้นอนอยู่กับแม่น้ำ ซักผ้าก็ในแม่น้ำ และหนักหน่อยคือตากผ้าบนหิน บนดิน เราไม่รู้ว่าเค้าอยู่กันอย่างไรนะ แต่เราเห็นก็นึกแปลกใจไม่ได้ แต่ก็นั่นแหละ ทิ้งความสงสัยไว้ตรงนั้นแล้วกัน

อ่าาาา… ผมข้ามร้านๆ หนึ่งที่อยากจะแนะนำไปมาให้ดู เป็นร้านแนว Italian ครับ ขายพิซซ่าอบโอ่งดิน เป็นแป้งบางกรอบแต่รสชาติสุโค่ายมาก ชีสเยิ้ม เพิ่มเติมคือน้ำหนัก ถ้าไปอยากให้ไปลองร้านนี้ด้วย ร้านชื่อ ” La Pizza ” ครับ

ตัดมาที่จุดชมวิว จุดชมวิวที่นิยมสุดๆ ในปี ค.ส. นี้คือ Buhethi ครับ หรือ “บูเฮติ” ดูได้ทั้งอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตกเลย วิวก็จะประมาณนี้ จำได้ว่าเราเดินลงเกือบกลุ่มสุดท้ายของนักท่องเที่ยวที่นั่น เพราะวันนั้นบังเอิญมี Super Moon ด้วย และต้องขอโทษเพื่อนๆ หากภาพที่ผมนำมาเล่าในครั้งนี้มันไม่ได้ Zoom ให้เห็นดวงจันทร์ หรืออะไรที่ close up ขนาดนั้น ทุกภาพถ่ายจาก Galaxy S8 ครับ เอาง่ายๆ แต่ได้ใจความนะ

ยามดึกที่นี่ไม่มีปาร์ตี้หรืออะไรทั้งนั้นครับ ด้วยเรื่องของวัฒนธรรมและอะไรหลายๆ อย่าง เลยทำให้เมืองนี้ยังคงเงียบสงบอยู่ แต่ในโซนของกินหรือซื้อของฝากมากสุดจะเป็นบาร์ ก็ต้องยกให้ถนนเส้นนี้เลย ถนนในซอยติดกับ Thanaka Museum ร้านที่ผมแนะนำจะเป็นร้าน Black Bamboo นะครับ ยังไงลองไปกันดู

DAY 3: Back to Mandalay

วันนี้ถ้าตามแพลน ใครมีเงินคงได้ขึ้นบอลลูนไปแล้วล่ะ เหตุผลที่เน้นคำว่ามีเงินก็เพราะว่า บอลลูนที่นี่ต้องขึ้น 10 คนขึ้นไป และไม่มากกว่า 15 คน ราคาต่อคน ขีดเส้นใต้ตัวหนาๆ ราคาต่อคนอยู่ที่ 340-420 USD ฟังไม่ผิดครับ ราคานั้นจริงๆ สำหรับเราจึงขอบาย แต่ถ้าใครสบายใจกับราคานี้ก็เชิญครับ และก่อนที่จะพาไปที่อื่น ขอแนะนำที่พักตรงนี้หน่อย เราพักที่นี่กันสองคืนเลย ราคาไม่แพงมากด้วย ตกคืนละ 50 USD นอนได้ 3 คน ก็คนละ 550 บาท และห้องพักไม่น่าเกลียดเลย

ห้องพักนี่รวมอาหารเช้าด้วยนะ ที่นี่ชื่อ ” Aung Minggalar Hotel ” และขอฝากเรื่องเด็ดเรื่องหนึ่งไว้ตรงนี้สำหรับคนที่ติดตาม PALAPILII เพื่อนๆ คนไหนที่กำลังเดินทางและหาที่พัก สามารถรับส่วนลด 1,000 บาทไปเลย เพียงจองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรเครดิท แค่นี้เงินก็จะจ่ายคืนกลับเข้าไปในบัตรแบบสบายกระเป๋าหลังจากเข้าพักเรียบร้อยแล้ว แต่ใช้สิทธิ์ได้แค่คนละ 1 ครั้งเท่านั้นนะ สุดท้ายคือยอดจองต้องมากกว่า 2,000 บาท ขึ้นไป มีแต่ได้กับได้ ถ้ารู้แล้วว่าจะพักที่ไหน ก็ใช้ link นี้จองได้เลย ได้เงินกลับแน่นอน

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันเดินทางจาก พุกาม กลับไป มัณฑะเลย์ ถ้าใครไม่ได้นั่งบอลลูนก็กลับเร็วหน่อย ถ้าใครนั่งก็ตีไว้เลยว่ากลับราวๆ เที่ยงนั่นแหละ ค่ารถขากลับถูกกว่าขามาอยู่ที่ 8,000 KYAK อะไรคือมาตรฐานวะเนี่ย แต่ขากลับนั่งรถมา 4 ชั่วโมงก็มาถึงที่พักแล้ว (เราควรจองที่พักนะครับถ้ารู้แล้วว่าวันไหนนอนที่ไหน ที่นี่ไม่สะดวกเหมือนประเทศลาวเท่าไหร่)

กลับห้อง check in เอาของเก็บ ถ้านั่งบอลลูน ก็คงมีเวลาน้อย คงต้องไปสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลกเลย แต่ถ้าใครไม่ได้นั่ง ก็ไล่เก็บสถานที่ที่น่าสนใจในเมืองนี้กันก่อนเลย คร่าวๆ ก็จะมี  อารามปราสาททอง, Mandalay Hill, Kyauk Taw Gyi Pagoda, Skinny Buddha, Mandalay Palace, Mandalay Fort, Sanda Muni Paya, Bargaya Monastery, Pahtodawgyi Paya, Shwe In Bin Kyaung, Mingun Pahtodawgyi, Kuthodaw Pagoda & the World’s Largest Book, Mahamuni Buddha Temple, สะพานไม้อูเบ็ง เป็นต้น

คือเมิงจะเก็บครบให้หมดก็คงไม่ได้หรอก ถ้าอยากมาทัวร์วัดควรซื้อทัวร์มานะ ก็เลือกเอาแล้วกันว่าอยากดูอะไร แต่ของพวกเราตัดทิ้งเลยครับพวกวัดเนี่ย เก็บแต่ Landmark และของสำคัญจริงๆ ถ้าให้แนะนำในวันนี้ ก็ควรไปที่นี่เลย สะพานไม้อูเบ็ง ไปชมความงามพระอาทิตย์ตกดินกันที่นี่

สะพานไม้อูเบ็ง  (U Bein Bridge) เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองอมรปุระ ประเทศพม่า อยู่ห่างจากตัวเมืองมัณฑะเลย์ไม่มากนัก มีความยาว 1.2 กิโลเมตร ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน มุ่งตรงไปยังเจดีย์เจ๊าตอว์กยี สร้างขึ้นเมื่อราวปี ค. ศ. 1850 นอกจากจะเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลกแล้ว ยังเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกเช่นกัน ก็ไม่อยากให้พลาดจุดนี้ครับ

DAY 4: The longest world rite and Un-Planed point

สำหรับวันนี้ ต้องบอกว่าห้ามพลาด เพราะเราจะไปชมพิธีระดับโลกที่เรียกว่า “พิธีล้างหน้าพระ” ที่แม้แต่ต่างศาสนายังต้องแห่มาดูพิธีกรรมนี้ แต่บอกไว้ก่อนว่า เราต้องตื่นแต่เช้า เช้ากว่าตอนไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่พุกามอีก เวลาที่ที่ที่สุดคือตีสามครึ่งแล้วรีบออกไปให้ทันตีสี่ คือตีสี่ต้องถึงวัดแล้ว

คือถ้าจะให้เล่าทั้งหมดก็คงจะไม่ไหว เอาเป็นว่าขอเล่าคร่าวๆ เลยละกัน พอมาถึงก็ควรจะซื้อชุดไหว้พระราคา 5,000 KYAK  จากนั้นก็ต่อคิวเข้าไปรอกราบไหว้ ตรงนี้เองต้องแต่งตัวดีๆ หน่อยนะครับ ห้ามใส่ขาสั้น เค้าจะกักบริเวณหญิงชาย คือชายมีสิทธิเข้าไปสัมผัสองค์พระพุทธรูปครับ แต่เพศหญิงห้าม ซึ่งระยะเวลาในพิธีกรรมเนี่ย ก็จะเริ่มตั้งแต่ 4.00 am. – 4.30 am แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ปาไปเกือบ 6 โมงเช้าครับ กว่าจะได้เข้าไปแปะทองคำเปลว

เค้าว่ากันว่าทองคำเปลวที่อยู่บนผิวขององค์พระเนี่ย หนากว่า 10 เซนติเมตรเลย ประวัติความเป็นมาเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่พอเข้ามาอยู่ในพิธีแล้วรู้สึกถึงความขลับ ที่นี่เค้าจะลางหน้าพระเป็นประจำทุกวันครับ ณ วัดมหามัยมุนี เพื่อนๆ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย https://pantip.com/topic/30478023

หลังจากนั้นก็เช่ารถมอไซต์แล้วขับไปเรื่อยๆ ที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งครับ ถ้าเทียบกับ ปากเซ เมืองนี้คงเหมือนปากซอง ขับไปที่เมือง Pyin Oo Lwin ครับ เมืองนี้เป็นเมืองแห่งกิจกรรมของที่นี่ แต่ที่ที่เราจะแนะนำให้ไปคือ Dee Dote Falls ครับ (ในแผนที่ข้างล่างนี้เส้นทางมันมั่วนะครับ พอขับเข้าไปใกล้ๆ Dee dote falls ให้ถามคนแถวนั้นอีกทีก็ได้ แต่น้ำตกจะอยู่ทางซ้ายมือครับ มีป้ายบอกตลอดทาง เลี้ยซ้าวเข้าไปประมาณ 100 เมตร ก็ถึงจุดจอดรถ และเดินขึ้นไปอีกราวๆ 300 เมตรครับ)

เช่ารถมอไซต์ขับราคาต่อวันที่ 15,000 KYAK ครับ ไม่รวมน้ำมัน ขับไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบ ก็จะถึงหมู่บ้าน Kyauk Chaw หลังจากนั้น จะเป็นถนนเส้นเล็กๆ ที่มีภูเขาอยู่ฝั่งซ้าย แม่น้ำฝั่งขวา รับรองว่าเพื่อนๆ จะต้องชอบ

ที่นี่มีกิจกรรมให้ทำเยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นล่องแพ น้ำตก กิจกรรมทางน้ำอื่นๆ ตรงนี้พวกเราเวลาน้อยแต่อยากแนะนำ ให้เพื่อนๆ หาข้อมูลเพิ่มเติมกันเองครับ เราจะแนะนำแค่เพียงน้ำตกที่เราไปมาเท่านั้น นั่นก็คือ Dee Dote Falls

ช่วงที่เราไปเนี่ย น้ำไม่ค่อยใสเหมือนในรีวิวนะ แต่ก็ถือว่าดี เหมาะแก่การมาพักผ่อนมากๆ บรรยากาศมันดี และควรหาที่นอนที่นี่สักคืนครับ หรือจะเที่ยวจนพรบเย็นแล้วขับกลับก็ได้ เวลาจาก มัณฑะเลย์ ไป น้ำตกใช้เวลาราวๆ 2-3 ชั่วโมง ก็ตีเวลาไว้เผื่อเลยแล้วกัน

DAY 5: I WILL BE BACK WITH FAMILY

ถ้านอนอยู่ที่ Kyauk Chaw ก็ต้องตื่นมาให้ทันขึ้นเครื่อง หรือถ้ากลับมาเมื่อคืนก็ตื่นสายๆ หน่อย อ่า อีกอย่างที่จะแนะนำคือ ในเมืองมัณฑะเลย์ มีไอติมเจ้าหนึ่งที่ห้ามพลาดเอามากๆ นั่นก็คือร้าน Nylon Iceream คือขอการันตีว่าอร่อยทุกรส แต่หากใครชอบทุเรียน ที่นี่คือพีคสุด

ขากลับคงไม่ต้องบอกวิธีกลับเนอะ ก็หารถแล้วลองเทียบราคากับขามาดูว่าได้ราคาที่ถูกกว่าหรือเท่ากันรึป่าว มันคงไม่แพงไปกว่าขามาขาแรกหรอก อยู่ตั้งหลายวันแล้ว และนี่ก็เป็นเรื่องราวปน Guideline คร่าวๆ ที่หยิบยกมาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้ตามรอยกันในทริปนี้ครับ หวังว่าจะชอบกันนะ สำหรับเราเราว่าการเดินทางและการหารถ ทัวร์ หรือที่พัก อาจจะยากกว่าเวียดนาม มาเล หรือลาว แต่ที่นี่ก็ถือเป็นอีกที่ที่สนุกและแปลกดี ก็ถ้าถามว่าประเทศไหนที่เที่ยวยากที่สุดในบรรดาประเทศติดไทย ก็ขอบอกว่าเป็นประเทศนี้แล้วกัน

สุดท้ายอย่างที่บอก เพื่อนๆ คนไหนที่จะจองที่พัก อย่าลืมว่าสามารถรับส่วนลด 1,000 บาทไปเลย เพียงจองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรเครดิท แค่นี้เงินก็จะจ่ายคืนกลับเข้าไปในบัตรแบบสบายกระเป๋าหลังจากเข้าพักเรียบร้อยแล้ว จองเลยสิ แต่ใช้สิทธิ์ได้แค่คนละ 1 ครั้งเท่านั้นนะ และยอดจองต้องมากกว่า 2,000 บาท ขึ้นไป แล้วเจอกันระหว่างทางครับ : )

:: follow us ::

Youtube : https://goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : https://goo.gl/kDE9eh
Facebook : https://goo.gl/S42XZq
Instagram : https://goo.gl/60tM0B
Twitter : https://goo.gl/wx2I34
Pinterest : https://goo.gl/P1FsxN
Google+ : https://goo.gl/uQrGS9
Website : http://www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *