ROAD TRIP CANADIAN ROCKY ROUTE | รีวิวการเตรียมตัวและทริคสำคัญในการไปเยือน Ice field Parkway //winter season//

ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า Road trip นั่นหมายความว่าเป็นทริปใหญ่ของไมแล้วล่ะ เพราะชีวิตคนทำงานพนักงานประจำอย่างไม คงเที่ยวติดต่อกันนานๆ บ่อยๆ ไม่ได้ ครั้งนี้เป็นอีกโอกาสที่ได้วันหยุดมาเกือบ 10 วันให้ได้ไป Road Trip ที่แคนาดา และในรูทที่ไมกำลังจะไป Road trip นั้น ก็เป็นอีกถนนสายหนึ่งที่ติด Top อันดับโลกความสวยสมบูรณ์และควรค่าแก่การ Road Trip อย่าง ” c a n a d i a n  r o c k y ”  เส้นนี้…

ยินดีต้อนรับเข้าสู่การเดินทางระยะยาวของไมอีกครั้งครับเพื่อนๆ รีวิวครั้งนี้ไมจะรีวิวอย่างกระทัดรัดแต่ละเอียดพร้อมภาพประกอบบางส่วนที่บรรจงคัดสรรค์มาให้รู้สึกเสมือนได้นั่งรถบนเบาะด้านหลังของเราแน่นอน ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ของเราเดินทางในช่วงหยุดยาวสงกรานต์เมษายนปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปลายฤดูหนาวของที่นั่น นี่ก็ลุ้นอยู่ว่า… น้ำแข็งจะละลายไปหมดหรือยัง เพราะอยากเห็น Lake ที่เป็นสีฟ้าครามสดใจเหมือนรูปแต่ละใบใน Google

แต่กว่าจะเดินทางไปถึงที่นั่นได้มันก็ต้องมีปัจจัยหลายอย่างและของหรือสิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อมเยอะแยะตาแปะไก่ครับ ซึ่งก็จะแนะนำให้เพื่อนๆ ไปทีละหัวข้อสำคัญสำหรับทริปนี้ด้วย โดยเริ่มจาก…

การจองตั๋วเครื่องบิน

จริงๆ แล้วเพื่อนๆ สามารถกด see first ตามเพจบอกโปรต่างๆ ไว้ได้เลยนะ เพื่อเป็นการช่วยเช็คว่าช่วงนี้ ช่วงนั้น เริ่มมีตั๋วราคาถูกสำหรับไปในแต่ละประเทศที่ตัวเองอยากไปแล้ว แต่ไมก็มีอีกตัวช่วยหนึ่งสำหรับจองตั๋วเครื่องบินที่ใช้เป็นประจำจริงๆ นั่นก็คือ Traveloka ซึ่งเว็บนี้เนี่ย สามารถเรียงลำดับราคาตั๋วตั้งแต่ถูกไปแพงเพื่อเอามาเป็นตัวเลือกกับราคาที่เราคิดว่าเหมาะสมและยอมที่จะจ่ายสำหรับทริปนี้ได้ อย่างทริปนี้ของเรากดตั๋วไปกลับ กรุงเทพฯ – แวนคูเวอร์ มาได้ 19,xxx บาท แบบพอเหมาะพอควร ที่สำคัญสุด เว็บนี้มีช่องทางการจ่ายตังค์ที่เยอะเว่อร์ ถือว่าสะดวกสุดๆ บางทีจองทิ้งไว้ไปจ่าย 7-11 เพื่อกั๊กไว้ยังไม่จ่ายตังค์ เผื่อเปลี่ยนแผนก็มี ๕๕๕๕

ซึ่งการจองตั๋วเครื่องบินครั้งนี้ ก็ต้องดูด้วยว่าทริปของเราจะเน้นอะไร เป็นแบบไหน อย่างถ้าต้องการเที่ยวแวนคูเวอร์ด้วย ก็ควรจองลงแวนคูเวอร์ แต่หากต้องการเน้น Canadian rocky route ไปเลย แนะนำให้บินลงที่เอดมันตัน จะได้ไม่ต้องขับรถไกลมาก แต่ก็อย่างว่า ขึ้นชื่อว่า road trip ก็ขับๆ มันไปเถอะ ไม่เบื่อหรอก ๕๕๕๕

การทำวีซ่า

การทำวีซ่าแนะนำให้ทำออนไลน์ครับ เพราะรวดเร็วและสะดวกสุดๆ  อย่างในกรณีของไมนั้นใช้เวลาเพียง 3 วันก็ Approved เรียกส่ง Passport ไปประทับตราแล้ว ซึ่งเอกสารส่วนใหญ่ที่ใช้เค้าก็จะมีขนาดกำหนดมาให้ ว่าจะต้องละเอียดประมาณไหน ใช้เอกสารอะไรบ้าง ในส่วนขั้นตอนการขอวีซ่าออนไลน์นั้นทำตามขั้นตอนใน รีวิวการทำวีซ่าแคนาดาออนไลน์ นี้ได้เลย แต่หากใครที่มีเวลาหรือเป็นกังวลเกี่ยวกับการยื่นแบบออนไลน์ ก็สามารถไปยื่นได้ด้วยตนเองที่สถานทูตครับ ซึ่งของไมก็มีเคสที่เพื่อนที่จะไปด้วยตอนแรกด้วยกันไม่ผ่านและไม่ได้ไปต่อ หลักๆ คือเรื่องอาชีพ และเอกสารเกี่ยวกับการเงินครับ ก็นั่นแหละ การทำวีซ่าถ้าจะให้ผ่านแบบง่ายๆ ก็จะต้องมีเอกสารที่ครบและน่าเชื่อถือ 100% รวมไปถึงส่วนประกอบของการเดินทางอย่าง ตั๋วเครื่องบิน แผนการเดินทาง และการจองที่พักอีกด้วย…

การจองที่พัก

สำหรับไม การจองที่พักนั้นค่อนข้างที่จะสำคัญพอตัวครับ  คือช่วงวันแรกๆ แนะนำให้จองที่พักไปก่อนเลย ถึงแม้ว่าอยากจะ walk in หรือค่ำไหนนอนนั้น ก็จองวันแรกไปก่อน เพราะพอไปถึงมันจะได้มีที่ลงที่แน่นอน ไม่เร่ร่อน พอมีที่อยู่แล้วจะทำอะไรต่อก็ค่อยว่ากัน ส่วนหลังจากนั้น ก็จองที่พักแบบสามารถ cancel ได้ไปครับ เพื่อเอาไปยื่นประกอบวีซ่าให้สมบูรณ์ พอถึงเวลาเดินทางจริงปรับแผนใหม่อีกครั้ง หากไม่สามารถไปพักที่นั่นได้ ก็สามารถ cancel และหาที่พักอื่นที่เหมาะสมกับแผนของเรา ซึ่งการจองที่พักที่สามารถยกเลิกการจองแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แบบนี้ ก็เห็นทีจะหนีไม่ด้น booking.com ที่ไมใช้มาตลอดทุกทริป

มากไปกว่านั้น สำหรับใครที่ไม่ว่ากำลังจะไปที่ไหน หากว่ากำลังจะจองที่พัก ก็อย่าลืมใช้ลิงค์นี้ https://goo.gl/RrXf9G ในบัญชีของไมนะครับ เพราะหลังจากที่เพื่อนๆ เข้าพักจริงแล้ว จะได้รับเงินคืนกลับเข้าไปในบัตรเครดิททันที 1,000 บาท ที่สำคัญคือต้องผูกบัตรเครดิทและต้องจองห้องพักตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป แค่นี้เอง : )

การติดต่อสื่อสาร

หลายทริปมากที่ใช้ SIM2FLY ครับ เพราะสะดวกตั้งแต่เครื่อง Landed เลย ที่สำคัญคือเน็ตเร็ว และสามารถโทรออกและรับสายได้ในยามฉุกเฉินจริงๆ ซึ่งสำหรับ SIM2FLY ก็สามารถใช้ได้ในหลากหลายประเทศรวมถึง “แคนาดา” ทริปนี้ด้วยแน่นอน ราคา 899 บาท จะได้เน็ต 4GB ใช้ได้ 15 วัน ราคา 899 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าคุ้มมากๆ และหากใช้ Net เพลินหมดไป 4 GB เรียบร้อย ทาง AIS ก็ยังให้เราได้ surfing ต่อในความเร็ว 128 Kbps จนกว่าจะหมด 15 วันอีกด้วย ส่วนวิธีการรับการลงทะเบียนอะไรยังไงก็กดเข้าไปดูตรงนี้ได้เลย SIM2FLY

บัตรเงินสดหรือบัตรเครดิทจำเป็นมาก

สิ่งหนึ่งที่จำเป็นมากๆ คือบัตรเครดิทและบัตรเอทีเอ็มครับ ซึ่งต้องพกไปด้วยนะครับ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ การจะค้ำประกันหรือวางมัดจำอะไร เอาง่ายๆ คือแค่เข้าพัก เค้าก็จะต้องขอบัตรเครดิทมามัดจำไว้ก่อน ซึ่งใครที่ไม่ได้เอาบัตรเครดิทไปนี่แย่เลยล่ะจะบอกให้ เพราะฉะนั้นพกไปด้วย และควรเผื่อไปสักสองใบ ที่สำคัญบัตร ATM ก็ต้องพกไปเผื่อฉุกเฉิน และต้องเป็นบัตร VISA เท่านั้น ถึงจะกดเงินทั่วโลกได้ โลกเปลี่ยนไปเยอะครับ เดี๋ยวนี้ไปไหนเค้าก็ไม่พกเงินสดกันแล้วนะ มาร์คข้อนี้ไว้เด่นๆ เลย ถ้าลืมคือชีวิตจะลำบากมากกกก

สภาพภูมิอากาศและเดือนที่หน้าไป

สภาพภูมิอากาศที่นี่ค่อนข้างที่จะสุดโต่งครับ ที่นี่ถ้าหนาวก็จะหนาวสูงราวๆ -30 องศา หรือถ้าร้อน ก็จะร้อนผ่าวถึง 40 องศาเลยทีเดียว หน้าหนาวจะอยู่ที่ต้นเดือนมกราคมถึงกลางเดือนมีนาคม และหน้าร้อนจะอยู่ที่กลางเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายน ซึ่งช่วงกลางเดือนกรกฏาคมนี่แหละ ที่อากาศที่นั่นจะร้อนเหมือนอินเดียเลย ฮาๆๆๆ

ซี่งถ้าหากจะถามว่า มาแคนาดาควรเที่ยวหน้าไหน อันนี้ไมตอบไม่ได้จริงๆ คือมันสวยทุกฤดูเลย อย่างที่เรากำลังจะไปหน้าหนาว มันก็สวยอีกแบบ และมีกิจกรรมมา support อีกแบบ หรือถ้าจะไปหน้าร้อน ที่นี่ก็จะเป็นสวรรค์บนโลกในอีกพาร์ทที่ห้ามพลาด และมีกิจกรรมที่ดีงามเลิศเลอเพอร์เฟ็คอย่างขีดสุด แต่หน้า high บัดเจ็ทก็จะ high ตามไปด้วย เป็นธรรมชาติของโลกใบนี้ ๕๕๕๕

การเช่ารถ

คือต้องดูจำนวนคนด้วยนะ ว่าจะไปกี่คน และดูด้วยว่าจำเป็นจะต้องรถบ้านไหม เพราะรถบ้านจะต้องออกไปรับถึงนอกเมืองเลย หรือมีบางเจ้าใจดีมารับที่สนามบินอันนั้นก็ว่ากันไป แต่ว่าราคาโหดมากกก ซึ่งในทริปนี้เราไม่สามารถไปรถบ้านได้ สู้ราคาไม่ไหวเพราะไปกันสองคน ก็เลยตัดสินใจจองรถธรรมดา และรถธรรมดานี่แหละ กลายเป็นความคล่องตัวที่ดีมากๆ อย่างเหลือเชื่อ ซึ่งก็สามารถเช่าได้ที่สนามบิน หรือในดาวน์ทาวน์ของตัวแวนคูเวอร์ก็ได้ อันนี้ขึ้นอยู่กับแพลนของเราล้วนๆ ซึ่งถ้าเป็นรถเช่าทั่วไปก็จะแนะนำเป็นของ AVIS CANADA แต่ถ้าเป็นรถบ้านแนะนำของ CANADA DREAM เลยครับ

ค่าเงิน

สำหรับตรงนี้ 1 CAD = 25 THB แนะนำให้แลกเป็น CAD ไปใช้ที่นั่นให้หมด ไม่ต้องเผื่อเป็น USD นะ และสมควรแลกไปจากไทย เรทไม่ต่างกันมาก สะดวกต่อการเดินทางโคตรๆ ไม่ต้องพะวงด้วย เราแนะนำ Superrich สีเขียว สาขาไหนก็ได้ ดีหมด เรทดีกว่าทุกเจ้า ๕๕๕๕

เวลา

เมืองนี้มีอยู่ 7 เขตเวลา ซึ่งเวลาที่แวนคูเวอร์จะช้ากว่าบ้านเรา 15 ชั่วโมง ส่วนที่เอดมันตันจะช้ากว่าบ้านเรา 14 ชั่วโมง

ระยะเวลาในการเที่ยวที่เหมาะสม

จริงๆ แล้วเรื่องนี้เนี่ยโคตรสำคัญเลย เพราะการจะเที่ยวให้ได้ทุกมุม ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกที่ทั้งเชิงลึกเชิงรักลงหลักปักถิ่นฐานนานๆ ไปเลยเนี่ย มันก็จะดูโหดร้ายเกินไปกับคนที่บ้าน ฉะนั้นการมาเที่ยวที่นี่ ไมเลยจะขอแบ่งเป็น 3 แบบใหญ่ๆ ดังนี้

1.Chill on the raod คือ type นี้ประมาณว่า ขับรถกินลมชมวิว แวะตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ หรือแลนด์มาร์คต่างๆ ตั้งแต่ Jasper – lake louise – Banff เป็นทริปคูลๆ ที่ไม่ได้บู๊หนัก เน้นถ่ายรูปสวยๆ กินอะไรแปลกๆ แต่แค่นี้ก็สวยมากแล้วจริงๆ ถ้าจะมาประมาณนี้  5  วันเอาอยู่ (รวมเดินทางไปและกลับ)

2.Just a road trip ตัวนี้จะประมาณแบบ Chill on the road แต่บวกเพิ่มพวกกิจกรรมในที่สำคัญต่างๆ เข้ามา เช่น นั่งรถถือ Athabasca Glacier เดิน Sky walk ร่องเรือที่ Malyne Lake พายแคนูที่ Lake louse อะไรแบบนี้ ตรงนี้แนะนำว่าต้อง 7 วัน

3.Real Road Trip ตัวนี้คือตัว Just a road trip ที่บวกทริป Trekking ระหว่างทางเข้ามา หรือทริปลุยป่า ทริปลงลึกไปตามชุมชนตรงนี้อยู่สัก 14 วันกำลังดี เพราะในถนนสายนี้มีจุด Trekking และกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวหลายคนไม่ได้เขียนรีวิวไว้เยอะมาก เพราะกิจกรรมพวกนี้ต้องใช้เวลา อย่างทะเลสาบบางที่ในรูทนี้ การที่จะไปดูให้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งหนึ่งยังต้องเดินไกลถึง 9 km เมตรเลย ฉะนั้น 14 วัน กำลังดีเลยล่ะ และรับรองว่าจะได้ซึมซับสิ่งมีค่าที่นั่นได้อย่างดีที่สุด

แต่เอาจริงๆ แล้วไมว่าทั้ง 3 Type นี้คงไม่พอหรอก เพราะเมืองนี้และรูทนี้ จะทำให้เพื่อนๆ หลงรักที่นี่อย่างแรงเลยล่ะ เชื่อผมสิ อ่านมาถึงตรงนี้คิดว่าเพื่อนๆ น่าจะเที่ยวแคนาดารูทนี้ได้ง่ายขึ้นไม่มากก็น้อยเลยล่ะ ซึ่งอย่างที่บอกตั้งแต่ตอนต้นว่าไมเดินทางไปในช่วงปลายเดือนหนาวแล้ว ที่นี่จึงยังคงมีหิมะปกคลุมอยู่ ทำให้แพลนทริปการมาพายคายัคบนทะเลสาบสีฟ้าของเราจึงต้องพับเก็บไว้คราวหน้าแล้วมาลุยกิจกรรมในปลายหน้าหนาวของที่นี่แทน เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Highlight ทริปนี้ของไมกันเลย!!!

V A N C O U V E R

สำหรับไม Vancouver ถือเป็นเมืองตากอากาศที่ดีมากๆ อีกที่หนึ่งบนโลกใบนี้ครับ เป็นเมืองท่าชายฝั่งที่มีชื่อเสียงทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐบริติชโคลัมเบีย เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ และในภูมิภาคแปแซิฟิก โดยชื่อของเมืองมาจากชื่อของนักสำรวจชาวอังกฤษที่ชื่อว่า จอร์จ แวนคูเวอร์ หากเพื่อนๆ ได้มีโอกาสมาที่นี่ ก็ควรใช้ชีวิตอยู่ที่สักสองคืนให้ได้เป็น Canadian ตัวจริงสักหน่อย โดยสถานที่สำคัญๆ ของที่นี่ ไมได้รวบรวมมาคร่าวๆ ให้เพื่อนๆ ได้ใส่ลงไปในลิสต์เรียบร้อยแล้ว มาเริ่มกันเลย

Gastown Steam Clock

เจ้านาฬิกาที่ตั้งอยู่กลางสี่แยกใจกลางเมืองแวนคูเวอร์ที่ Gastown แห่งนี้ เป็น นาฬิกาไอน้ำเครื่องแรกของโลก ทำจากเหล็ก หนัก 2 ตัน จะมีไอน้ำพ่นออกมาทุกๆ 15 นาที เป็น Landmark ที่ถ้ามาแวนคูเวอร์ต้องมาที่นี่ เสมือนเทพีเสรีภาพที่ New York อารมณ์เดียวกันเลย

Vancouver Sea wall Walk way

อีกที่ที่ห้ามพลาดนอกจากเดินชมเมืองคือการเดินริมอ่าวของที่นี่ไปเรื่อยๆ เพื่อนๆ จะได้เห็นวิวสวยๆ ระหว่างสองฝั่งระหว่างตัวเมืองใหญ่ กับตัวเมืองฝั่งทิศเหนือ ซึ่งบริเวณแถวนั้นเราจะได้เห็นวิธีชีวิตของคนที่นี่อย่างใกล้ชิด คล้ายสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ผู้คนต่างมาผ่อนคลายกันที่นี่ มี Sea Plane (เครื่องบินน้ำ) ให้ได้นั่งชมวิวเมืองในราคา 100 CAD ภายใน 15 นาทีอีกด้วย

2010 Olympic Flame

จริงๆ แล้วเราก็เดินไปเรื่อยๆ เห็นอะไรสวยๆ ก็หยุดถ่าย แต่ตรงนี้มีเรื่องราวที่ต้องบอกว่ายิ่งใหญ่เลยทีเดียว เพราะที่นี่เคยเป็นสถานที่จัดการแข่งขัน Olympic Game ในปี 2010 มาแล้ว และจุดนี้เอง ที่ใช้เป็นที่จุดเพลิงไฟในการเริ่มงานอย่างเป็นทางการ

Cleveland Dam

อยากให้เพื่อนๆ ขับรถออกไปนอกเมืองนิดหน่อย เพื่อไปดูจุดกำเนิดของที่นี่ หรือเรียกสั้นๆ ว่าหัวใจสำคัญของเมืองนี้เลย Cleveland Dam คือเขื่นที่ชุบชีวิตของคนแวนคูเวอร์ให้ได้ดำรงชีวิตอย่างสะอาด และสะดวกสบาย น้ำที่เก็บอยู่ที่เขื่อนแห่งนี้เกิดจากการละลายของน้ำแข็งในหน้าร้อนของสามเทือกเขาใหญ่ เป็นน้ำสะอาดและมีแร่ธาตุเยอะมากๆ น้ำกินน้ำใช้ของแวนคูเวอร์ก็มาจากตรงนี้นี่แหละ ฉะนั้นหากถามว่าน้ำก๊อกที่นั่น ดื่มได้ไหม ตอบเลยว่าได้ชัวๆ 100%

หากมีเวลาอยู่ที่นี่นานๆ เชื่อว่าเพื่อนๆ ต้องได้ไปในสถานที่ที่แปลกใหม่กว่าไมแน่นอน เพราะว่า Vancouver จริงๆ แล้วเป็นเมืองของสังคมเมือง มีพิพิธภัณฑ์ มีหอศิลป์ ที่ทาวเวอร์ดูวิว มีกิจกรรมหลากหลายที่ไมไม่ได้ไป ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดูสำหรับใครที่ไม่ได้ไปไหนและอยู่เพียงในตัว Vancouver สำหรับไม เพียงแค่ใช้เวลาอยู่ที่นี่เพียง 1 วัน ก็ทำให้เห็นแล้วว่า เมืองๆ นี้ น่าอยู่แค่ไหน….

J A S P E R

แจสเปอร์ เป็นอีกเมืองที่ผมชอบมาก เป็นเมืองเล็กๆ ที่คนไม่พลุกพล่าน ไม่มีตึกสูง มีแต่บ้านเป็นหลังสองชั้นเสียส่วนใหญ่ เป็นหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางภูเขาสูงใหญ่ มียอดเป็นน้ำแข็งสวยงามทั้งบริเวณทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ซึ่งที่นี่นี่แหละ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางบนถนน Ice Filed Parkway มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากๆ หน้าหนาวมี Dog Sledding มี Ski Resort เปิดให้บริการ ยังไงไปดูสถานที่ที่เราได้ไปเยี่ยมเยียนกันเลยดีกว่าว่า… ถ้ามาที่นี่หน้าหนาว จะไปไหนทำอะไรได้บ้าง…

Maligne Canyon

มาลีนแคนยอน คือช่องแคบหรือร่องเขาที่ถูกน้ำ ลม ฝน กัดเซาะกันมาหลายร้อน หลายพัน หลายหมื่นปี จนกลายมาเป็นรูปร่างอย่างที่เพื่อนๆ เห็นในรูปนี่แหละครับ ซึ่งคนที่นั่นพูดว่า ถ้ามา Jasper แล้วไม่ได้เอาเท้าทั้งสองข้างมาเหยียบที่นี่ ถือว่ายังมาไม่ถึง ซึ่งถ้าเป็นหน้าร้อน บริเวณที่เราเหยียบอยู่ตรงนี้จะเป็นน้ำไหลเชี่ยวสีฟ้า ไม่สามารถเล่นได้เลยล่ะครับ แต่ด้วยความที่ว่าอากาศที่ Jasper เวลาหนาว จะหนาวต่ำถึง 30 องศา จึงไม่แปลกที่น้ำไหลเชี่ยวๆ แรงๆ จะแข็งเป็นน้ำแข็งได้ ถ้าไม่เชื่อลองดูภาพข้างล่างเลย…

Frosen Falls

น้ำตกน้ำแข็ง ณ จุดนี้เอง เพื่อนๆ สามารถเข้ามาชม น้ำตกที่หนาวเป็นน้ำแข็งได้ที่บริเวณเดียวกันกับ Maligne Canyon นี่แหละครับ ในหน้าหนาวจัดๆ เนี่ย จะมีทริป Falls Climbing ด้วย แต่ก็ต้องติดต่อกับ Agency อีกทีครับ ทั้ง Package ปีน้ำตกน้ำแข็ง และการเดินเข้ามาในโซน Canyon หน้าหนาวอย่างเราแบบนี้ ขอแนะนำให้มี Guide เข้ามาด้วย เพื่อความปลอดภัย แต่สำหรับเรา เรามีเพื่อนที่อยู่ที่นั่นนำทางมาครับ เลยไม่ต้องเสียค่า Guide หัวละ 70 CAD แต่อย่างใด ประหยัดไปได้ถึง 140 CAD แหนะ ฮาๆๆ

Medicine Lake

ถัดขึ้นมาจาก Maligne Canyon ก็จะเป็นแหล่งสำคัญที่ทำให้เกิด Canyon อย่าง Medicine Lake นี่แหละครับ ซึ่งเจ้าทะเลสาบตัวนี้จะมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมอย่างที่เราเห็นเลย โดยทะเลสาบนี้ก็มาจากทะเลสาบด้านบนที่เรากำลังจะพาเพื่อนๆ ไปนั่นแหละ หากถามถึงความสวยงาม สำหรับผมก็แปลกตาในตอนแรก แต่ไม่รู้ว่าหน้าร้อนจะเป็นอย่างไร

Maligne Lake

จุดนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดหลักของ Canyon ด้านล่าง น้ำที่สะสมอยู่ในทะเลทราบแห่งนี้เกิดจากการละลายตัวของน้ำแข็งบนภูเขาในหน้าร้อนเป็นหลักและพักน้ำไว้ จากนั้นส่งต่อไปยัง Medicine Lake พัดพาทั้งเศษกรวด เศษหิน เศษดิน ผ่านลงไปต่อยัง Maligne Canyon กัดเซาะไปมาหลายปี จนเป็น Canyon ด้านล่างที่เล่าผ่านมาด้านบนนั่นเอง ณ จุดนี้เองหากหน้าร้อน จะมีบริการเรือชมวิว พาไปยังจุดสำคัญที่เป็น Hidden Place อย่าง Spirit Island ครับ

Athabasca Falls

สังเกตุดีๆ แล้วสถานที่ของทุกที่ในเมืองนี้จะเชื่อมโยงกัน อย่างน้ำตกแห่งนี้ที่มีสีฟ้าสวย นี่ขนาดหน้าหนาวยังสวยขนาดนี้ หน้าร้อนไม่รู้จะสวยขนาดไหน ผมว่าน้ำตกอะไรก็ได้ ที่มาจากการละลายของหิมะ มันมักจะฟ้าไปทุกที่เลย อันนี้สังเกตุจากที่เดินทางมาแล้วหลายประเทศนะ และอย่างที่บอก ว่ามันมีความเชื่อมโยงกัน เพราะน้ำตกที่นี่ เกิดจากการละลายตัวของธารน้ำแข็งกลางเขาที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดาที่ชื่อ Athabasca Glacier

Athabasca Glacier / Columbia Ice Field Glacier

ที่นี่ถือเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ดูในรูปไม่รู้สึกอะไรเลยนะ เหมือนถ่ายรูปส่งๆ แต่ถ้าจะบอกว่า จุดเล็กๆ ดำๆ บริเวณกลางภาพด้านซ้ายนั้น คือรถบรรทุกล่ะ เพื่อนๆ จะเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของที่นี่ไหม ที่ที่ถือว่าเป็นธารน้ำแข็งยักษ์ใหญ่บนยอดเขาที่เป็นตัวแปรสำคัญของระบบนิเวศของที่นี่เลยก็ว่าได้ เพราะปริมาณการละลายน้ำแข็งของที่นี่ต่อปี จะทำให้เรารู้ว่า สิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้เปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน เพราะธารน้ำแข็งที่ละลายกลายเป็นน้ำส่งทอดยาวไปตลอดสายของ Athabasca River กลายเป็นน้ำตกลดหลั่นไปตลอดทางนั้น ชี้ความเป็นความตายของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดของที่นี่นั่นเอง ซึ่งในช่วงปลายหน้าหนาวจะมีรถ Truck ขาวแดงบริการขนส่งพานักท่องเที่ยวไปดู Glacier อย่างใกล้ชิดด้วย แต่สำหรับเราในวันนั้น อีก 2 วันเปิด แม่เจ้าาา!!!

Bow Lake

ต้องบอกว่าระหว่างทางของ Ice Field Parkway ขับยังไงก็ไม่เบื่อครับ วิวสวยสุดลุกหูลูกตามาก ที่สำคัญระหว่างทางมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะด้วย รวมถึงทะเลสาบต่างๆ ก็เยอะไม่แพ้กัน แต่เรามาหน้าหนาว ทุกอย่างจึงขาวโพลนหมด ที่นี่คือ Bow Lake เป็นทะเลสาบก่อนถึง Lake Louise คนที่นี่ในฤดูการนี้ เค้ามาจักใส่ Snowshoes มาเดินเล่นบนทะเลสาบกัน หรือจะเป็น Cross Country ที่จะต้องใส่สกีแล้วเดินบนทะเลสาบข้ามฟากไปอีกฟาก เหมือนกลุ่มคนเล็กๆ ที่อยู่ในภาพนี้นั่นเอง //ขาวๆ นั่นแหละ เป็นทะเลสาบ ๕๕๕๕

เอาเข้าจริงๆ แล้ว ตลอดทางจาก JASPER จนมาถึง BANFF มีอะไรให้เล่นเยอะเลย นี่ยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้ามาหน้าร้อนจะเป็นยังไง มันคงสวยอีกแบบ แล้วก็คงต้องใช้ชีวิตอยู่ที่อีกหลายวันกว่าหน้าหนาวแน่เลย ยังมีอีกหลายที่ที่ไม่ได้ไป และไม่ได้โพสต์มาโชว์เพื่อนๆ นะครับ ผ่านมาถึงตรงนี้ขอผ่าน LAKE LOUISE ไปที่ BANFF ก่อนเลย เพราะกิจกรรมที่จะมาทำที่ LAKE LOUISE ในช่วงที่เราไป เต็มหมด ไม่ว่าจะเป็น Snowboard, Dog Sledding หรือทางไป Moraine Lake ก็ยังปิดไม่ให้เข้า ร้องไห้…

B A N F F

แบมฟ์คือเมืองที่ผมรักที่สุดในทริปนี้ เป็นเมืองเล็กๆ คล้าย Jasper แต่มีความน่ารักซ่อนอยู่เยอะมาก ย่าน Downtown ของเค้าถ้าเทียบกับความยาวเป็นเมตรแล้ว มีความยาวไม่ถึง 1 km เสียด้วยซ้ำ เมืองน่ารัก มีสีสันที่ลงตัวอย่างเข้ากัน มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงใหญ่ที่มีหิมะปกคลุม มีแม่น้ำไหลผ่านให้ได้รำลึกว่าเมืองนี้ยังมีชีวิตอยู่ และสถานที่แต่ละที่ที่เราไปสำหรับหน้าหนาวของที่นี่นั่น ถ้าจะไม่ให้รัก ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว

Sky Bistro

ต่อจากตะกี้ ขับรถต่อมาที่ Banff และหากมา Banff เพื่อนๆ ห้ามพลาดที่จะมาทาน dinner กันบน Banff Gondola เลยนะ เพราะวิวบนนี้สวยมากๆ อาหารอร่อย การเดินทางก็จะต้องนั่งกระเช้าขึ้นมาข้างบนเขาครับ ราคาต่อหัวแบบรวม dinner จะตกคนละ 85 CAD ถ้านั่งกระเช้าอย่างเดียว 69 CAD //ราคาไม่ชัวร์นะ แต่ประมาณนี้ เพื่อนๆ ก็จะได้พบกับปรสบการณ์ Dinner ท่ามกลางวิวสุดอลังการแบบนี้แลลลล

View Point Banff Gondola

จริงๆ จุดนี้คือจุดเดียวกันกับ Sky Bistro ครับ แต่เพียงเดินออกจากห้องอาหารลงไปชั้นสองของตึก ก็จะเจอกับวิวเมืองของ Banff ทั้งเมือง อากาศที่นั่นหนาวมาก แต่เพื่อแลกกับวิวแบบ 360 องศา ผมว่ายังไงก็คุ้ม

Banff Hot Spring

ถัดลงมาด้านล่างก่อนขึ้น Gondola ลองคิดสภาพภูเขาน้ำแข็งที่ล้อมรอบตัวเรา แต่มีบ่อน้ำร้อนให้เราแช่ๆ ที่อุณหภูมิ 40 องศาดูสิ ว่ามันฟินขนาดไหน ณ จุดนี้ กิจกรรมนี้คืออีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดแน่นอน ค่าบริการคนละ 8 CAD เท่านั้น จะแช่นานแค่ไหนก็ได้ แต่ก็ระวังตายล่ะ ๕๕๕ เวลาเหมาะสมที่ควรแช่คือ 10 นาทีเท่านั้นแหละ

Snowboard At Sunshine Village

หน้าหนาวขนาดนี้ สีขาวโพรนขนาดนี้ จะไม่ให้เล่น Snowboard ก็คงไม่ได้ แต่การเล่น Snowboard ที่นี่คือของจริงกว่าญี่ปุ่นเยอะเลย ใครที่่คิดว่าจะมาเล่นชิลๆ ต้องขอเตือนว่าอาจจะไม่เหมาะ เพราะคนส่วนใหญ่ที่นี่ เล่น Snowboard กันเป็นเหมือนปั่นจักรยานที่บ้านเราล่ะมั้ง หิมะข้างบนนุ่มมาก ค่า Cable Life ขึ้นไปคนละ 89 CAD อยู่ได้จนถึง 17.00 น. เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ห้ามพลาดในหน้าหนาวของที่นี่

Lake Minnewanka

ทะเลสาบอีกที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อไป Banff ครับ จริงๆ เราอยาก Camping มากๆ เลยทริปนี้ ก็เลยเอาเต้นท์ติดมาด้วย แต่ด้วยความหนาวและเหมือนว่าจะอันตรายมากๆ หากกางเต้นท์นอนกันเองสองคนในตอนกลางคืนโดยไร้คนดูแล ก็กลัวจะเสี่ยงเกินไป ฉะนั้นภาพนี้ จึงเกิดจากการตื่นเช้ามากลางนอนเล่นกันก่อนออกไปเที่ยวต่อที่อื่น ฮาๆๆ อย่างน้อยก็ได้ภาพชิคๆ กลับบ้านล่ะว้าาาาาา

Canmore Dog Sledding

อย่างที่บอกไปว่า Dog Sledding ที่ Lake Louise เต็ม เราก็เลยต้อง Book มาเล่นที่อื่นกันครับ และก็ได้ที่ Canmore เมืองที่ไม่ไกลจาก Banff เท่าไหร่นัก ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง แต่ถ้าแลกกับประสบการณ์ก็ถือว่าคุ้ม ตกคนละราวๆ 5,000 บาทต่อเที่ยว ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน หมาที่นั่นน่ารักมาก ที่สำคัญ เค้าจะให้เราเป็นคนบังคับหมาลากเลื่อนเองด้วยนะ ยังไงใครไปหน้าหนาวก็ลองดู สนุกสุดๆ เลย

ถ้าถามผมว่าในทริปนี้ผมรักเมืองไหนที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น Bannf แห่งนี้แหละ ดูสิ ขนาดไฟแดงยังน่าอิจฉาเลย ฮาๆๆๆ ทุกที่ที่ไปมาสวยทั้งหมด ดีทั้งหมด รวมไปถึงหลายที่ที่ไม่ได้ไปอย่าง Johnson Canyon , ink lake หรือน้ำตกต่างๆ ของที่นี่ ผมว่าหากจะเลือก Road Trip สักทริปหนึ่งในชีวิต คงไม่ต้องคิดให้เยอะเลย เพราะที่นี่ควรเป็นอีกที่ที่ควรอยู่ในลิสต์นั้นของคุณ

L A K E    L O U I S E

จริงๆ แล้วที่นี่คือที่ Highlight ของเราตอนที่ตั้งใจจะมาเลยมา เป็นที่ที่ชวนแขกมาเยือนมากๆ เป็นภาพของทะเลสาบสีฟ้าครามที่มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงใหญ่สีเขียวสลับหิมะขายด้านบน แต่ทว่าฤดูที่เรามา ทุกสิ่งอย่างที่นี่กลายเป็นสีขาวที่ย้อมทุกสิ่งอย่างพรางตาเราไปหมด หากการหาเหตุผลที่จะกลับมาที่นี่อีกครั้ง มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะสำหรับเมืองนี้ ไมยังถือว่า ยังมาไม่ถึง!!!

Lake Louise

เอาตรงๆ ตอนแรกก็งงว่า Lake Louise สรุปเมิงคือเมืองหรือเมิงคือทะเลสาบ ทำไปทำมา อ้าว มันคือทั้งสองอันแต่ใช้ชื่อเดียว ดูสิ ทะเลสาบแข็งจนเป็นลานสกีได้ แต่เอาเถอะ ก็ขอเช่ารองเท้าแล้วก็ไถเล่นหน่อยแล้วกัน ยังไงก็จะกลับมาที่นี่อีกแน่นอน

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นแค่บางส่วนของทริปนี้เท่านั้น ยังไม่รวมเรื่องราวและภาพระหว่างทางที่เราถ่ายกันมาเป็นพันภาพ ร้านอาหารโปรดที่เราไปกินซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่แวนคูเวอร์ หรือ Junk Food สกุล American ที่พอได้สัมผัสแล้วก็อดที่จะคิดถึง USA ไม่ได้ แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องราวบาง Part ในช่วงนั้นของไม เอาเป็นว่า ข้อมูลเบื้องต้นในช่วงแรกที่ได้ฝากทุกคนไว้ จะทำให้เพื่อนๆ Road Trip Canadian Rocky Route ได้ง่ายขึ้น แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

:: follow us ::

Youtube : https://goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : https://goo.gl/kDE9eh
Facebook : https://goo.gl/S42XZq
Instagram : https://goo.gl/60tM0B
Twitter : https://goo.gl/wx2I34
Pinterest : https://goo.gl/P1FsxN
Google+ : https://goo.gl/uQrGS9
Website : http://www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *