ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ” ญี่ ปุ่ น ” ก็ฟิน!!!

เรียกได้ว่าประเทศที่ครองใจคนไทยมาช้านานอย่างต่อเนื่องก็คงจะหนีไม่พ้นประเทศญี่ปุ่นครับ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมของประเทศ พื้นที่โดยรอบ ผู้คน สถานที่ท่องเที่ยว ของกินมากมาย กิจกรรมต่างๆ นาๆ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ บลาๆ นั่นทำให้ญี่ปุ่นครองใจคนไทยมาตลอดจากรุ่นสู่รุ่น และจากรุ่นสู่รุ่น

ญี่ปุ่นเค้ามีชื่อทางการคือ “ประเทศญี่ปุ่น” ครับ //แล้วเราจะบอกเพื่อ ฮาๆๆ (ญี่ปุ่น: 日本国 Nihon-koku/Nippon-koku นิฮงโกะกุ/นิปปงโกะกุ ) เป็นประเทศที่เป็นหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้นแดน ส่วนในทางทิศเหนือติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอค็อตสค์ เป็นเส้นแบ่งแดน

แล้วเพื่อนๆ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมคนไทยถึงเรียกประเทศญี่ปุ่นว่า “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” มานี่มา เดี๋ยวไมจะเล่าให้ฟัง ก็เพราะตัวอักษรคันจิของชื่อญี่ปุ่นตัวนี้ 日本国 นั่นแปลว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ จึงทำให้บางครั้งถูกเรียกว่า ” ดิ น แ ด น แ ห่ ง อ า ทิ ต ย์ อุ ทั ย ” นั่นเอง ก็คือแปลตรงๆ ง่ายๆ ตามตัวอักษรคันจิเลยล่ะไม่มีอะไรมากมาย

แล้วช่วงนี้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว โดยทางการญี่ปุ่นได้ดำเนินมาตรการยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวให้กับประเทศเป้าหมาย และแน่นอนรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย จีงทำให้กระแสการไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นนั้นฟีเวอร์สุดๆ และน่าจะยังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนสำคัญๆ ทั้งจากมาตรการยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวที่ยังคงมีผลบังคับใช้ บวกกับกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและโปรโมชั่นอัดแน่นจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ อีกมากมาย แล้วอานิสงส์ส่วนหนึ่งก็มาจากเงินเยนที่อ่อนค่า รวมทั้งสายการบินต้นทุนต่ำแต่คุณภาพดีหลายๆ เจ้า โดยเฉพาะปีกแดง จึงทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในตอนนี้ก็มีตัวเลือกในการหาตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นราคาถูกหลายเจ้า แต่เจ้าที่อยากแนะนำคือ Traveloka เพราะเป็นผู้ให้บริการจองตั๋วเครื่องบิน และที่พักที่ใช้งานง่าย แค่ไม่คลิก ตั๋วเครื่องบินญี่ปุ่นราคาถูกก็มีมาให้คุณเลือกมากมาย แถมยังไม่มีค่าธรรมเนียมบวกเพิ่มอีกด้วยจ้าาาาา

นอกจากตั๋วเครื่องบินที่จะเรียงราคาตั้งแต่ถูกไปแพงแล้ว ถ้าอยากได้ที่พักญี่ปุ่นราคาประหยัด ให้ลองเลือกดูใน Traveloka เนื่องจากมีที่พักญี่ปุ่นให้เลือกหลากหลายสไตล์ หลายรูปแบบ ในส่วนของราคาก็ไม่แพงมาก ถ้าจองคู่กับการใช้โค้ดลดราคา ซึ่งมีมาให้ใช้กันได้ตลอด ที่สำคัญคือบัตรเครดิตไม่ต้อง ไม่มีบัตรเครดิตก็จองได้ เพราะมีช่องทางการชำระเงินเยอะมากกก สบายโคตรรรร

ว่าแต่ญี่ปุ่นเวลามาเค้าไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง งั้นเอางี้ ไมจะขอแบ่งเป็น 4 ฤดูกันเลย เพราะญี่ปุ่นเนี่ย มันเที่ยวได้ทุกที่ ทุกฤดู ทุกวัน ทุกเวลา ทุกชั้น ทุกช่วง ทุกย่าน ทุ…พอแล้ว!!! นั่นแหละครับ แต่ละที่มันก็จะเด็ดดวงต่างกันไป คิดว่าเพื่อนๆ ไม่ได้มารอบเดียวอย่างแน่นอน ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่มที่ Season แรกกันเลย

ฤ ดู ใ บ ไ ม้ ผ ลิ [Spring]

ฤดูนี้ถือเป็นอีกหนึ่งฤดูที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบใจกันมากๆ อยู่ในช่วง มีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี อุณหภูมิเฉลี่ยเก๋ๆ ที่ 10-14 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่หิมะกำลังเริ่มละลายหายไป แต่บางจุดก็ยังมีหิมะอยู่ ทำให้เราเนี่ย สามารถทำกิจกรรมแบบผสมกันได้หลายอย่าง คือได้เที่ยวทั้งในสถานที่ที่ไม่มีหิมะ แล้วก็มีหิมะ และระหว่างวันที่ 29 เมษายน ถึง 5 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นช่วง Golden Week ของชาวญี่ปุ่นที่จะได้หยุดพักผ่อนติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน โดยฤดูนี้เนี่ย ก็จะมีกิจกรรมและเทศกาลต่างๆ มากมายให้เราได้สัมผัสกันครับ และจุดเด่นคือดอกซากุระที่บานสะพรั่งเต็มประเทศ ว้าวววว!!!

จากฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ มีแต่สีขาวโพลนของหิมะ ทุกคนอาจจะไม่ค่อยชอบที่จะทนต่อความหนาวเวลาไปเที่ยว แต่พอเวลาผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว ดอกไม้รวมทั้งต้นไม้ต่างๆที่เคยหลับไหลในช่วงฤดูหนาวเริ่มผลิบานออกดอกสีสันสดใส และหากพูดถึงฤดูใบไม้ผลิ คนญี่ปุ่นส่วนมากคนนึกถึงการชมดอกซากุระที่สวยงาม และดอกไม้อื่นที่สวยงามอีกหลากหลายชนิดที่ผลิบานเหมือนกัน ถ้าสวนดอกไม้เด็ดๆ ที่อยากจะแนะนำก็จะมี Shiba-zakura (Moss Pink) ที่สวน Hitsujiyama Koen, ดอกทิวลิปที่อำเภอ Hiezu จังหวัด Tottori และดอกไม้งามนานาหลากพันธุ์ที่สวน Showa Kinen Koen ครับ

กิจกรรม เทศกาลและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากมายในฤดูนี้ ที่เห็นหลักๆ ก็จะมีเทศกาลอาโออิ คือทุกคนที่เข้าร่วมงานกว่า 500 คนสวมใส่เครื่องแต่งกายในสมัยเฮอัน (ปีค.ศ.794 – 1185) ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกับกิโมโนที่คนญี่ปุ่นใส่ในปัจจุบัน แล้วเดินเรียงเป็นแถวขบวนขนาดใหญ่ บรรยากาศงานเทศกาลนี้จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในสมัยเฮอันเลยล่ะ โดยงานนี้จะจัดขึ้นที่เมืองเกียวโตในทุกๆ ปี หรือจะเป็นเก็บสตรอเบอร์รี่ทานกันสดๆ ตามเมืองต่างๆ ซึ่งสตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่นเนี่ย จะเริ่มออกผลให้เพื่อนๆ ได้เก็บทานตั้งแต่เดือนมกรา ถึงเดือนพฤษภาคมเลยล่ะ ซึ่งเมืองใหญ่ๆ ที่หลายคนนิยมไป คงหนีไม่พ้น Kawatsura Strawberry Farm (จังหวัดชิบะ), Mother Farm (จังหวัดชิบะ), Strawberry Farm Haru (โอซาก้า), SAWADA FARM(จังหวัดไอจิ), HAYASHI Strawberry Farm(ยามานาชิ), Nikko Strawberry Park (โทชิงิ) และ Lion Fruit Farm (ฟุคุโอกะ) ซึ่งราคาค่าเข้า ก็จะแตกต่างกันออกไปตามสถานที่และจังหวัดครับ ราคาอยู่ราวๆ 1,000 – 2,000 เย็นเท่านั้น

อีกหนึ่งที่ที่ไม่ควรพลาดคือการไปชมดอกไม้ที่กำลังผลิดอก ออกผลตามจุดสำคัญต่างๆ ครับ แต่ที่เห็นในรูปคือ Shiba-zakura (Moss Pink) ที่สวน Hitsujiyama Koen ซึ่งบริเวณทะเลสาบ Motosuko เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ตั้งอยู่รอบภูเขาไฟฟูจิ อยู่ในเขตจังหวัด Yamanashi ที่นี่มีเทศกาล Fuji Shiba-zakura ทุกปี มีต้น Shiba-zakura มากถึง 700,000 ต้น ชมได้ทั้งภูเขาฟูจิพร้อมภาพสะท้อนภูเขาฟูจิในผืนน้ำของทะเลสาบและทุ่งดอกShiba-zakura สีชมพูสวยงามไปพร้อมๆกันที่ Fuji Motosuko Resort เลยล่ะ และอนึ่ง หากเดินทางไปชมดอก Shiba-zakura ที่นี่ในช่วงกลางเมษาถึงพฤษภาคม ควรเตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนว่าอาจพบปัญหารถติดบ้าง เนื่องจากคาดว่ามีชาวญี่ปุ่นรวมทั้งนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเดินทางไปที่นี่ ฮาๆ

อันนี้ควรไปมากๆ สำหรับชาว Backpacker หรือพวกชอบ Trekking ครับ อีกหนึ่งงานดีๆ สถานที่ดีๆ นั่นก็คือเส้นทางอัลไฟน์ ทะเทะยะมะคุโรเบะ (Tateyama Kurobe Alpine Route) หรือเส้นทางเจแปน แอลป์ (Japan Alps) ที่เชื่อมระหว่างสถานี Toyama ในจังหวัดโทยะมะ (Toyama) และ สถานี Shinano-Omachi ในจังหวัดนะกะโนะ (Nagano) เป็นเส้นทางท่องเที่ยวภูเขาที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก พบกับวิวอันยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนคุโรเบะ (Kurobe Dam) เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น กำแพงหิมะ “ยูคิ โนะ โอทะนิ” (Yuki no otani) อันทรงพลัง และเทือกเขาสุดยิ่งใหญ่ ที่ระดับ 3,000 เมตร ในบริเวณ มุโระโด (Murodo) ไปญี่ปุ่นใครจะคิดว่าจะมีอะไรแบบนี้ครับ ซึ่งสำหรับรูท Trekking ยังไงลองหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน google เลย

หรือจะเป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นของฤดูร้อนที่โอกินาวา เพื่อนๆ รู้จัก “ฮารี” มั้ยครับ คือตั้งแต่ช่วงโกลเด้นวีค วันหยุดยาวของชาวญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคม จนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ของทุกปี ที่จังหวัดโอกินาวา จะมีการจัดงาน “ฮารี” ขึ้น ที่บริเวณท่าเรือประมง “ฮารี” คือ การแข่งขันพายเรือตามประเพณีดั้งเดิม ที่มีชื่อเรียกว่า “ฮะริวเซ็น” จัดขึ้นเพื่อขอพรให้ท้องทะเลมีความอุดมสมบูรณ์และเพื่อให้ปลอดภัยในการออกทะเล ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันตามพื้นที่ ว่า “ฮาเร” หรือ “ฮารี” และนี่คือการแสดงหรือสัญลักษณ์ให้ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวเห็นว่า มันกำลังเข้าหน้าร้อนแล้ว  : )

และที่พลาดไม่ได้สำหรับฤดูกาลนี้ คือการชมดอกซากุระครับ ซึ่งจะให้บอกว่าเป็นที่ไหนก็คงยาก เพราะมันบานทุกที่ที่มีต้นมันคับ เพื่อนๆ สามารถหาข้อมูลสถานที่ที่ชมซากุระได้ที http://www.jnto.or.th/activities/sakura/ นี่เลย และอนึ่งคือ ดอกซากุระจะบานช่วงปลายเดือนมีนาคมและเมษายนของทุกปี หรือถ้าไปช่วงสงกรานต์อาจจะตรวจสอบว่าซากุระที่ไหนยังบานอยู่บ้าง ทุกๆ ปีกรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นจะพยากรณ์ช่วงเวลาที่ดอกซากุระผลิดอก และจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของปีนั้นๆ จ้าาาา

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ” ฤ ดู ใ บ ไ ม้ ผ ลิ ” ได้ที่: http://www.jnto.or.th/seasons/spring

ฤ ดู ร้ อ น [Summer]

ฤดูร้อนของญี่ปุ่นเนี่ย ต้องบอกว่า Hot จริงๆ ครับ เพราะ Hot ทั้งธรรมชาติ Hot ทั้งภูมิอากาศ และ Hot ทั้งโปรโมชั่นท่องเที่ยวและสายการบินต่างๆ ถ้าเห็นบ่อยๆ ก็คงจะเป็น AirAsiaX ครับ ที่ปล่อยโปรฮ็อตๆ มาตลอดทั้งปี ซึ่งในช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่นคืนเดือน มิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมครับ อุณหภูมิเฉลี่ยจะเริ่มที่ 30-40 องศาเลยทีเดียว อากาศขนาดนี้คงไม่ต้องบอกว่าใส่เสื้อผ้ายังไง ฮาๆๆ และจุดเด่นในช่วงฤดูนี้ ก็คือ ดอกไม้ไฟนั่นเอง

อีกหนึ่งโมเดลปลุกเมืองให้โลกตะลึงจากความสร้างสรรค์ของชาวบ้านเมืองอินาคะดาเตะ (Inakadate) ชุมชนชาวนาแห่งจังหวัดอาโอโมริ พวกเขาเปลี่ยนท้องนาธรรมดาให้กลายเป็นผืนผ้าใบสำหรับงานศิลป์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าทันโบะอาร์ต (Tanbo Art) พร้อมสร้างสรรค์ลวดลายสุดวิจิตรตระการตาในกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นบนผืนแปลงเดียวกัน เกิดเป็นงานศิลป์มหัศจรรย์จากรวงข้าวให้ชาวโลกได้ชมในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว จนกลายเป็นประเพณีประจำเมืองที่ทำต่อเนื่องกันมานาน 20 กว่าปีแล้ว ว้าววว!!!

อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าประทับใจในช่วงหน้าร้อนคงจะหนีไม่พ้นกิจกรรมนี้ครับ เพื่อนๆ เคยเห็นภูเขาไฟฟูจิใช่มั้ย ใช่ ถ้าใครเคยมายังไงก็ต้องเคยเห็น เว้นเสียแต่ว่าโชคร้ายจริงๆ ฮาๆ ใช่ เราจะขึ้นไปบนปล่องภูเขาไฟฟูจิกัน และภูเขาไฟฟูจิเนี่ย สามารถขึ้นได้ในช่วงหน้าร้อนเท่านั้น ยังไงลองศึกษาหาข้อมูลกันเพิ่มเติมได้เลย หรือจะอ่านรีวิววิวจาก PALAPILII ตัวนี้ก็ได้ https://www.palapilii-thailand.com/archives/725

และเมื่อถึงเดือนพฤษภาคมใกล้หน้าร้อน ธรรมชาติทางตอนเหนือของภูมิภาคโทโฮขุ (Tohoku) จะชุ่มฉ่ำไปด้วยความเขียวขจี และที่ลำธารโออิระเซะ (Oirase Stream) ที่ไหลผ่านทะเลสาบโทวะดะ ในจังหวัดอะโอโมริ (Aomori) คือจุดหมายที่เป็นตัวแทนทางธรรมชาติในฤดูร้อนของโทโฮขุ และได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะจุดปีนเขา ที่เพื่อนๆ สามารถชื่นชมกระแสน้ำไหลได้อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น ลำธารโออิระเซะ ลำธารซะมิดะเระ ลำธารอาชูระ น้ำตกคุโมะอิ น้ำตกโจชิ โอทะกิ เป็นต้น

หากพลาดสิ่งนี้ไป คงไม่ตรงคอนเซ็ปหน้าร้อนของญี่ปุ่นครับ พลุไฟขนาดใหญ่ ที่จะเบ่งบานในค่ำคืนฤดูร้อน คลื่นพลุไฟจำนวนมาก ที่จะทำให้ท้องฟ้าส่องประกายราวกับ Star Mine (การกระจายของพลุไฟอย่างรวดเร็ว) งานดอกไม้ไฟของญี่ปุ่นเรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะ เมื่อฤดูร้อนมาเยือนญี่ปุ่น จะมีการจัดงานดอกไม้ไฟทั้งเล็กและใหญ่ขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งผมก็ขอแนะนำ งานเทศกาลดอกไม้ไฟขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นบนเกาะคิวชูครับ รับรองว่าตื่นตาตื่นใจเหมือนพลุวันปีใหม่เลยล่ะ

ฤดูร้อนเนี่ย มีเทศกาลเยอะมากๆ ครับ แต่ที่เห็นจะแปลกตาแปลกใจก็เห็นจะเป็น Fukushima Waraji Festival เป็นประเพณีแบกรองเท้าฟางขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีความยาว 12 เมตร หนัก 2 ตัน เชื่อว่าเป็นการขอพรให้เดินเท้าได้ดี มีการรวมกลุ่มกันแต่งกายในชุดที่มีสีสัน เต้นรำตามจังหวะ และดึกๆ เพลงจะเปลี่ยนเป็นจังหวะฮิปฮอปก่อนปิดงานด้วย เรียกได้ว่า Deep house เบาๆ แล้วจิบเบียร์เบาๆ ชิมลางไปในตัวเลยล่ะ ฮาๆ

และอีกหนึ่งเทศกาลที่ไม่อยากให้พลาดหากมีโอกาส นั่นก็คือ การเต้นอาวะและโยะซะโคอิ ครับ “การเต้นอาวะ (Awa-odori) ” ที่จังหวัด โทคุชิมะ (Tokushima) และ “งานเทศกาลโยะซะโคอิ (Yosakoi Matsuri) ”ที่จังหวัด โคชิ (Kochi) นั้นเป็น 2 เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ของเกาะชิโกคุ (Shikoku) ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ ลองสัมผัสประสบการณ์งานกิจกรรมในเทศกาลที่ทำให้บรรยากาศคึกคัก ในค่ำคืนกลางฤดูร้อน และมาสัมผัสช่วงเวลาที่เหล่านักแสดงกับผู้ชมร่วมเต้นด้วยกันดูครับ เรียกได้ว่ามันส์กันสุดๆ ถือเป็นการสัมผัสปนการปลดปล่อยเบาๆ ไปในตัวก่อนเข้าฤดูใบไม้เปลี่ยนสี…

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ” ฤ ดู ร้ อ น ” ได้ที่: http://www.jnto.or.th/seasons/summer

ฤ ดู ใ บ ไ ม้ เ ป ลี่ ย น สี [Autumn]

คือต้องบอกว่า ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรกในชีวิตผมสำหรับญี่ปุ่นครับ จะอยู่ในช่วงกันยายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี อุณหภูมิเฉลี่ยราวๆ 11-18 องศาเซลเซียส ก็ยังคงเที่ยวได้ทุกที่เช่นกัน แต่จุดเด่นก็ตามชื่อฤดูเลยครับ ทั่วเมืองต้นไม้จะเปลี่ยนสีเป็นแดง ส้ม เหลือง แล้วก็เตรียมผลัดใบเข้าสู่ฤดูหนาว หลักๆ เนี่ย เค้าจะไปชมใบไม้เปลี่ยนสีตามเมืองมรดกโลกกัน และพี่พลาดไม่ได้แบบสุดๆ สำหรับฤดูใบไม้เปลี่ยนสีคือการกินปูครับบบบบบบบ > <

ฤดูชม “ใบไม้เปลี่ยนสี” ของญี่ปุ่น ซึ่งเราจะได้ประทับใจกับภาพใบไม้ที่เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม เหลืองหลากสีสันสวยงามนั้น อาจจะแตกต่างกันไปบ้างตามแต่ละท้องถิ่น โอกาสสุดท้ายในแต่ละปีที่เราจะสามารถเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ก็คือช่วงตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงต้นเดือนธันวาคม เด่วผมจะแนะนำสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีเด็ดๆ ให้เพื่อนๆ เอง ที่เห็นดังๆ และเด่นๆ ก็จะมี ถนนต้นแปะก๊วยที่จิงกูไกเอ็น (Jingugaien Ginko Avenue) ชุเซนจิ นิจิโนะซะโตะ (Shuzenji Nijinosato) และ สวนมิโน (Mino Park) คัรบ

และที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับ season นี้ คือการกินปูครับ ปูซุวะอิ (Zuwaigani) เป็นปูชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น จนได้รับฉายาว่าเป็น “ราชาแห่งอาหารรสเลิศในฤดูหนาว” เลยทีเดียว ปูซุวะอินี้จับได้ในทะเลญี่ปุ่นและทะเลโอคอสต์ (Okhotsu Sea) ซึ่งจะมีการกำหนดวันให้ออกจับปูได้ในแต่ละปีสำหรับแต่ละน่านน้ำเพื่อเป็นการอนุรักษ์คุณภาพน้ำทะเล และในประเทศญี่ปุ่นจะหาปูซุวะอิทานได้สดๆ ในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน คือบอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาดดด!!!

หรือจะเป็นงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่จังหวัดซะกะ (Saga International Ballon Festa) ซึ่งจะถูกจัดขึ้นทุกๆปี ณ ทุ่งหญ้าซะกะที่เปี่ยมด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เพื่อนๆ จะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่โรแมนติกสุดๆ เพราะเป็นช่วงที่เข้าใกล้ฤดูหนาวริบหรี่ ประหนึ่งราวกับว่าไปเที่ยวที่เดียวเก็บทั้งเอเซียและยุโรปในคราเดียวกัน ฮาๆๆ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ” ฤ ดู ใ บ ไ ม้ เ ป ลี่ ย น สี ” ได้ที่ : http://www.jnto.or.th/seasons/autumn

ฤ ดู ห น า ว [Winter]

ฤดูนี้เป็นช่วง High Season ครับ ของทุกอย่างราคาจะสูงขึ้น แต่ความสวยและบรรยากาศก็แปรผันตามกับราคาครับ นักท่องเที่ยวบางกลุ่มจะนิยมมาอยู่หลายวันเพื่อเล่นหิมะ ซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ที่ 0-10 องศาเซลเซียส เรียกได้ว่าสายพร๊อพสายชิค สายแนวก็แต่งตัวกันแบบเต็มที่นั่นแหละ เราเป็นอีกคนที่ชอบมาญี่ปุ่นฤดูนี้ มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง ฮาๆๆ

ในประเทศญี่ปุ่น จะมีปรากฏการณ์ธารน้ำแข็งลอยบนทะเล Okhotsk (โอะโฮสึคุ) ซึ่งอยู่ตอนบนสุดของประเทศในช่วงเดือนมกราคมจนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี และจะมีให้ชมมากที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยทัวร์ชมธารน้ำแข็งต่างๆมักจะเริ่มต้นที่เมือง Abashiri (อะบะชิริ) และเมือง Monbetsu (มอมเบทสุ) ซึ่งสามารถเดินทางไปยังเมือง Abashiri ได้ด้วยรถบัสวิ่งตรงจากสนามบิน Memanbetsu (เมมัมเบทสุ) ไปลงที่ท่าเรือตัดหิมะ “Drift Ice Breaker Terminal” เพียง 40 นาที หรือเดินทางไปเมือง Monbetsuโดยบินไปลงที่สนามบิน Okhotsk Monbetsu แล้วนั่งรถชัทเทิลบัสต่อเข้าเมืองเพียง 12 นาทีเท่านั้น ซึ่งฮอกไกโดเป็นจุดที่อยู่ต่ำที่สุดของซีกโลกเหนือที่มีธารน้ำแข็งปรากฏให้เห็น ดังนั้นเมื่อคุณก้าวขึ้นเรือท่องเที่ยวพิเศษเพื่อชมธารน้ำแข็ง หากโชคดี เพื่อนๆ อาจจะได้เห็นสัตว์ทะเลที่มาจากฝั่งทะเลตอนเหนือ อาทิเช่น อินทรีย์ทะเลสเตลเลอร์ (Steller’s Sea Eagle) และแมวน้ำลายจุด (Spotted Seal) อีกด้วย

งานเทศกาลโคมลอย Kamihinokinai (คะมิฮิโนะคิไน) จัดขึ้นที่ Kamihinokinai ในเมือง Semboku(เซมโบะคุ) จังหวัด Akita (อะกิตะ) ซึ่งนับว่าเป็นงานเทศกาลที่มีความลี้ลับและประวัติอันยาวนานของที่นี่ เปลวไฟที่ส่องสว่างบนท้องฟ้ายามค่ำคืนของฤดูหนาวเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง โคมกระดาษที่ลอยทะยานขึ้นสู่บนท้องฟ้าเหล่านี้จึงเต็มไปด้วยความสวยงามและศรัทธาซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่น่าตื่นตาและอัศจรรย์ เพราะโคมจำนวนมากลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอันมืดมิดตามกันไปแบบไม่ขาดสาย แล้วคือเพื่อนๆ รู้มั้ยว่า โคมใหญ่สุดเนี่ยมีความยาวถึง 8 เมตรเลยนะ แล้วจะถูกปล่อยกว่า 100 โคมในทุกๆปี บระเจ้าาา!!!

ส่วนอันนี้ Balloon นะ ฮาๆๆ ขอตัดมาที่ตอนบนแล้วกัน ฮอกไกโด เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของหิมะที่มีคุณภาพดีที่สุดในญี่ปุ่น ในฤดูหนาวจะมีแฟนกีฬาประเภทวินเทอร์สปอร์ต เดินทางมาที่นี่กันเป็นจำนวนมาก เพื่อมาเล่นหิมะขาวละเอียดดุจปุยแป้ง หรือที่เรียกกันว่าพาวเดอร์สโนว์ และหากพูดถึงกีฬาวินเทอร์สปอร์ต เชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงสกีและสโนว์บอร์ดกันเป็นอันดับแรก แต่จริงๆแล้วกิจกรรมแสนสนุกในฤดูหนาวนั้นไม่ได้มีเพียงแค่นี้ยังมีอีกหลายอย่างโคตรๆ ไม่ว่าจะเป็น Snow Rafting, Snow paragliding, Snow Tubing เยอะแยะเต็มไปหมดครับ

และหากใครไม่มีงบพอที่จะไปถึง Hokkaido เราก็ขอแนะนำ Nagano ใกล้ๆ Tokyo นี่แหละ อันนี้ก็ดี และได้ในระดับหนึ่ง ถือว่าโอเคเลย ที่ดังๆ เด็ดๆ ก็จะเป็น Yuzawa ครับ แล้วค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพงอะไรเบอร์นั้นด้วย หากใครที่เป็น Beginner เราแนะนำทางนี้ ๕๕๕

สุดท้ายขอยกเทศกาลหิมะที่ซับโปโรมาเป็น guide line ครับ ก็เพราะที่นี่เค้ามีจุดเริ่มต้นจากการจัดแสดงผลงานประติมากรรมน้ำแข็งเพียง 6 ชิ้นของนักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายในท้องถิ่นบนสวนโอโดริเมื่อกลางปีค.ศ.1950 แต่ในปัจจุบันไม่รู้ทำอิท่าไหน จับพัดจับถูกลายมาเป็นเทศกาลอันยิ่งใหญ่ในฤดูหนาวของซับโปโรที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี ภายในสวนโอโดริที่มีความยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะมีผลงานประติมากรรมน้ำแข็งน้อยใหญ่เรียงรายและเปิดแสดงแสงสีในตอนกลางคืน และมีการประกวดประติมากรรมน้ำแข็งที่หลายประเทศทั่วโลกส่งตัวแทนมาเข้าร่วมการแข่งขันด้วย นอกจากนี้ยังมีการจัดสไลเดอร์ยักษ์และกิจกรรมให้ได้สนุกสนานกับหิมะที่บริเวณ Tsudome อีกด้วย > <

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ” ฤ ดู ห น า ว ” ได้ที่ : http://www.jnto.or.th/seasons/winter

ซึ่งในช่วงที่ผมไปมาเมื่อปีที่แล้วเนี่ย ผมบินโดยใช้สายการบิน Thai AirAsiaX ครับ ก็บินตรงตอนห้าทุ่มกว่าๆ ถึงอีกทีก็เช้าที่ญี่ปุ่นอีกวันหนึ่งเลย เป็นเวลาที่ดีมากๆ นั่งสบาย แถมแอร์ฯ ยังน่ารักอีก ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไปกับ AirAsiaX บ่อยมาก คือเรียกได้ว่าเป็นสายการบินโลคอสต์ที่อยู่ในใจเป็นอันดับหนึ่งเวลาจะจองเที่ยวบินเลยก็ว่าได้ ฮาๆๆ //อันนี้คือไม่มีใครจ้างพูด เราพูดเองเลย ฮาๆ

ทางสายการบิน Thai AirAsia X นั้น นอกจากจะมีการบริการที่ดี ตั๋วเหมาะสมกับการเดินทางแล้ว เค้ายังมี Promotion และ Package มากมายให้เราได้เลือกให้แมทกับความต้องการ อย่างเช่น Package คุ้มค่าอย่าง Value Package ตัวนี้ คือเป็น Package ที่จ่ายเพียง 990 บาท จะให้อาหารหนึ่งที่ เลือกที่นั่งได้ แล้วก็สามารถโหลดสัมภาระได้อีก 20 กิโล คือเรียกได้ว่าจ่ายทีเดียว ได้หมดครบความสะดวกสบายครับ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.airasia.com/th/th/our-fares/value-pack.page ครับ

และเด็ดกว่าด้านบน คือตอนนี้ทางสายการบินฯ ยังมีบริการที่เรียกว่า Premium Flatbed เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางให้กับเพื่อนๆ  โดยเบาะนั่งจะมีความยาวมากกว่า ช่วยให้เราเอนหลังได้อย่างเต็มที่ตามต้องการ พร้อมกับอุปกรณ์ความสะดวกต่างๆ เช่น พนักพิงศีรษะและที่พักเท้าที่สามารถปรับได้ หมอนและผ้าห่มเพื่อความสบายสูงสุดในการเดินทาง รวมไปถึงไฟอ่านหนังสือ และช่องต่อไฟเอนกประสงค์สำหรับชาร์จนู้นชาร์นี่อีกด้วย เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.airasia.com/th/th/inflight-comforts/premium-flatbed.page ครับ ทางนี้คอนเฟิร์มว่า ดีงามมากกกก > <

แล้วนอกจากที่โม้มาข้างบน เพื่อนๆ ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมมากมาย อาทิ น้ำหนักกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องสูงสุด 40 กิโลกรัม อาหารฟรี เลือกที่นั่งถูกใจ หมอนผ้านวม เปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน เคาท์เตอร์ Premium Flatbed สำหรับ Check in แบบไพรเวทๆ ขึ้นเครื่องก่อนใคร รับสัมภาระก่อนใคร ช่องทางพิเศษสำหรับตรวจคนเข้าเมือง มีเลาจ์สำหรับ Premium Flatbed โดยเฉพาะอีกด้วย เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆ เลยล่ะ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปจองตั๋วเครื่องบินกับทาง Thai AirAsia X ง่ายๆ ได้ที่ http://www.airasia.com/th/th/home.page?cid=1

ตัดกลับมาที่ญี่ปุ่นอีกครั้งครับ ปฏิเสธไม่ได้เลย หากเท้าทั้งสองข้างของเพื่อนๆ มาเหยียบในดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้แล้วจะไม่ช้อปปิ้งครับ เพราะของที่นี่ในบางแบรนด์นั่นถูกมากกก ถูกกว่าไทยบางทีเกือบครึ่ง แล้วก็จะมีของซื้อของขายที่ดูดี พิถีพิถัน ไหนจะของ handmade ของ brand name หรือแม้กระทั่ง Brand ติดตลาดทั่วไป ที่นี่ก็แทบจะถูกกว่าที่ไทยไปเสียหมด แถมบริการ ต้องยกนิ้วโป้ให้ บริการเรายังกับว่าเราเป็นบอส หรือเป็นหัวหน้ายังไงอย่างงั้น ซึ่งก่อนที่จะไปแนะนำโซน Shopping เด็ดๆ ขอตัดภาพมาที่ร้านซูชิชื่อดังกลาง Shinjuku แห่งนี้ครับ อันนี้ต้องบอกว่าห้ามพลาด มันคือร้าน midori sushi นั่นเอง แนะนำว่าควรไปกดบัตรคิวแล้วค่อยไป Shopping แถวๆ นั้นรอ เพราะคิวยาวมากกกกกกก ฮาๆ

ฮาๆ เอาล่ะ ตัดกลับมาที่เรื่อง Shopping หลักๆ ในโตเกียวเลยก็จะมี Shinjuku, Shibuya, Ameyoko และ Tokyo Sky Tree ซึ่งบริเวณแถวนั้นจะรวมร้านเด็ดๆ ดังๆ ของคูลๆ Gadget เก๋ๆ ให้เพื่อนๆ ได้เลือกได้หาเก็บไปเองของตัวเองและของฝากเพื่อนๆ ได้อย่างครบทุกแนวทุกสไตล์เลยล่ะ คือถ้าไป Shopping ที่ญี่ปุ่นแบบจริงๆ จังๆ แล้ว บอกได้คำเดียวว่า 2-3 วันก็ไม่พอครับ ยังไงก็ต้องวางแผนและตั้งเป้าหมายดีๆ อารมณ์ประมาณว่า จะซื้ออันนี้นะ จะต้องไปร้านนี้นะ (คือทำการบ้านก่อน) ไม่งั้นละก็ตะเลิดเปิดเปิงแน่ๆ ฮาๆๆ

หรือจะเป็นที่ Osaka ก็ใช่ย่อย ไม่ว่าจะเป็นแถว Dotombori หรือ Shinsaibashisuji ก็เด็ดดวงไม่แพ้กับทางโตเกียวเลยแม้แต่น้อย แล้วนอกจากของต่างๆ จะมากมายแล้ว เรายังได้เห็นวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตของคนที่นั้น ซึ่งก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละเมืองอีกด้วย เคยมีคนบอกว่า ฝั่งทางโตเกียวผู้หญิงมักจะตัดผมหน้าม้า แต่ฝั่งทางโอซาก้า ผู้หญิงจะใส่เดฟๆ แล้วปล่อยผมเซอร์ๆ ยังไงลองสังเกตุกันดูนะ ฮาๆ

คือต้องบอกว่าประเทศนี้ก็เหมือนบ้านเราครับ มีเทศกาลตลอดปี ก่อนจากกันไป เลยเลยสรุปเนื้อหาอ้างอิงจากเว็บ JNTO มาให้สั้นๆ ง่ายๆ เข้าใจได้ ดังนี้

ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) ฤดูแห่งดอกไม้บาน

ฤดูใบไม้ผลิตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนพฤษภาคม ช่วงเวลาที่ดอกซากุระบาน เริ่มตั้นแต่ภาคใต้ของประเทศไล่จนถึงภาคเหนือ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมดอกซากุระบานเต็มที่ในบริเวณกรุงโตเกียว คือช่วงราวปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม การบานของดอกซากุระนั้นต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ อากาศต้องเปลี่ยนจากหนาวเป็นอบอุ่นจึงจะกระตุ้นให้ดอกซากุระนั้นบานได้ และระหว่างวันที่ 29 เมษายน ถึง 5 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นช่วง Golden Week ของชาวญี่ปุ่นที่จะได้หยุดพักผ่อนติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน

ฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) ฤดูแห่งดอกไม้ไฟ

ฤดูร้อนเป็นฤดูกาลแห่งดอกไม้ไฟ อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์พร้อมความเขียวขจีทั่วประเทศ ใบของต้นซากุระ ใบเมเปิ้ล ต้นโอ๊ค หุบเขาในป่าใหญ่ล้วนเป็นสีเขียวอ่อน ตัดกับสีเขียวเข้มของต้นสนและต้นไผ่ที่โอนอ่อนตามสายลมในตอนกลางวันและยามค่ำคืน เทศกาลฤดูร้อนถือเป็นการรวมตัวของคนในชุมชนและผู้มาเยือน เพื่อร่วมชมเทศกาลดอกไม้ไฟ และชมระบำพื้นเมือง “Bon Odori” ที่มีสีสันและชีวิตชีวา

ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.) ฤดูแห่งใบไม้เปลี่ยนสี

ฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวและใบไม้เปลี่ยนสี เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นสบาย นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง ใบไม้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง เหลืองและส้ม ขุนเขาต่างๆ ถูกแต่งแต้มให้มีสีสันราวกับพรม นอกจากนี้ ยังเป็นเวลาแห่งการผสมผสานระหว่างเทศกาล การกีฬา และกิจกรรมทางวัฒนธรรม หนึ่งในสัญลักษณ์ของฤดูนี้คือ งานเทศกาลดอกเบญจมาศ

ฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) ฤดูแห่งการเพลิดเพลินกับหิมะ

ฤดูหนาวที่ญี่ปุ่นไม่รุนแรงอย่างที่คิด ยกเว้นทางตอนเหนือของประเทศที่มีหิมะทับถมสูง ภายนอกอากาศแม้จะมีอุณหภูมิต่ำ แต่หากเตรียมตัวสวมชุดกันหนาวก็จะไม่มีปัญหา และภายในอาคารส่วนใหญ่มีเครื่องทำความร้อน จึงไม่น่าเป็นห่วงเทศกาลต่างๆในฤดูนี้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับหิมะและน้ำแข็ง นักท่องเที่ยวจะเพลิดเพลินไปกับหิมะและรูปแกะสลัก พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในประเพณีท้องถิ่นนั้นๆ ในช่วงเวลานี้จะมีงานเทศกาลต่างๆ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งถือเป็นวันสำคัญอีกวันสำหรับชาวญี่ปุ่น

หวังว่าบทความบทนี้ จะเป็น Guide line ให้เพื่อนๆ ได้เดินทางไปดินแดนอาทิตย์อุทัยได้ง่ายขึ้นครับ ก่อนเดินทางก็วางแผนดีๆ เช็คอาการ ฤดูกาลดีๆ เผื่อว่าจะได้ไปแล้วไม่ผิดวันเวลาเค้าครับ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมต่างๆ ของญี่ปุ่น ผมแนะนำเว็บ http://www.jnto.or.th ตัวนี้นะครับ เป็นเว็บที่รวบรวมสถานที่ กิจกรรม และเทศกาลต่างๆ ในญี่ปุ่นได้อย่างครบ จบที่เดียว ต้องขอขอบคุณภาพบางส่วนจากทาง JNTO นะครับ และหากจะให้แนะนำสายการบิน โดยส่วนตัวผมแล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้น Thai AirAsia X ครับ บินดึก ถึงเช้า แล้วเที่ยวต่อเลย แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

:: follow us ::

Youtube : https://goo.gl/rVqoVe
Fan Page : https://goo.gl/kDE9eh
Facebook : https://goo.gl/S42XZq
Instagram : https://goo.gl/60tM0B
Twitter : https://goo.gl/wx2I34
Pinterest : https://goo.gl/P1FsxN
Google+ : https://goo.gl/uQrGS9
Website : http://www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Print Friendly, PDF & Email
One Comment

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *