69 ชั่วโมงในปีนัง ด้วยเงิน 2,000 บาท (ไม่รวมค่าเดินทาง ไทย – มาเลเซีย)

IMG_0471

:: จะอะไรกันนักกันหนากับ “ปีนัง” เห็นไปกันจังทุกปี คนนั้นก็ไป คนนี้ก็ไป หน้า New Feed นิขึ้นกันแบ๊บ… นะ
เอาจริงๆ จะว่าอิจฉามั้ย ก็ไม่นะ แต่อยากเอารุปมาทำเป็นตารางสี่เหลี่ยมเรียงกันเหมือนคนอื่นบ้างก็แค่นั้น ๕๕๕
ก่อนไปก็ไม่ได้คิดอะไรนะ ไปเหมือนทุกที่ที่เคยไป คือไม่หาข้อมูลไปก่อน แล้วไปตายเอาดาบหน้าถามคนท้องถิ่น
แต่แม่มแข็งหว่ะ เมืองนี่แม่มเอาอยู่ ทำให้บางคนที่ฟังเพลงเพื่อชีวิต มาดัจริตทำตัวชิคๆ ให้เค้ากับเมืองนี้ โถวๆๆ

reivewed by : https://www.facebook.com/PalapiliiThailand

 

DAY I [19 June 2015] – D – Day

 

:: ทริปนี้ ผมได้ผู้ใหญ่ใจดีอย่างแอร์เอเชียมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ครับ ก็งงๆ อยู่เหมือนกัน แต่ก็ดีใจไม่น้อยที่เค้าให้ความสำคัญกับเราและไว้ใจเราให้เดินทางไปดูเมืองๆ นี้ พี่แกให้โจทย์มาง่ายๆ เลยว่า “ไปดูซิไม ว่าที่นั่นมันมีอะไร” (ไม คือชื่อของผม) แบบนี้ก็เข้าทางหนะสิครับ ผมนิตอบรับอย่างเร็ว ถึงแม้ว่าจะไม่ว่าง มีงานค้างก็ช่างเถอะ พี่เค้าบอกว่า ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าทาง Air Asia ให้มา ไม่ต้องรีวิวอะไรให้ Air Asia ทั้งนั้น เพียงแค่รีวิวว่า “ปีนังมันมีอะไร เอาตามสไตล์ไมเลย” เชรี่ยย ร้องไห้หนักมาก ทำไมดีขนาดนี้เนี่ยย ๕๕๕ แต่ก็คงไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่มี Air Asia คงไม่มี Bodysla…. ถรุ้ยส์ อิสึส! ทำงานเลยเมิงไม อย่างไรก็ตาม ต้องขอบใจพี่ๆ ทีมงาน Air Asia ไว้ ณ ตรงนี้ ครับ ฮี่ๆๆๆ > <:: อุ่ยตายยย แอร์สวย ๕๕๕๕ กุนิแบบทำตัวสำออยเลยครัช (ทำตัวหมดเรี่ยวหมดแรง) เค้าให้ปิดมือถือ กุไม่ปิด เล่นแม่มให้พี่เค้ามาเตือน บอกให้รัดเข็มขัดก็ไม่รัด อยากให้พี่เค้ามาเตื่อน บอกให้เปิดหน้าต่างเครื่องบิน ก็ไม่เปิด อยากให้พี่เค้ามาเตือน ๕๕๕ โอ้ยยย ๆๆคงจะคิดว่าผมหน้าม่อสินะ คิดผิดแล้วหล่ะ ผมกำลังทดสอบพนักงานของสายการบินเค้าอยู่ ๕๕๕๕ เอาเป็นว่า พี่ๆ เค้าน่ารัก เป็นกันเอง และบริการดีมากครับ ในเที่ยวบินของผมเที่ยวนี้นะ

:: อิฮ่าาาา… เกิดมานั่งเครื่องบินว่าตื่นเต้นแล้ว ยิ่งได้กินอาหารบนเครื่องบินนิกุตื่นเต้นกว่า ๕๕๕ พี่เค้าใจดี๊ใจดี สั่งอาหารมาต้อนรับ blogger ตัวเล็กๆ อย่างเราด้วย ขอบอกว่าเป็นครั้งแรกที่กินอาหารของสายการบิน Airasia บนเครื่องบิน ถ้าจะให้ซื้อกินคงต้องรอแบบ กุหิวมากๆ จนใกล้ตายก่อนแล้วกัน แต่เอิ่มมม… รสชาติ เห้ย รสชาติมัน… มัน.. อร่อยกว่าที่คิดไว้อีกหว่ะ คือแม่มอร่อยกว่าร้านใหญ่ๆ บางร้าน ผมไม่รู้ว่าที่กินคืออะไร แต่คือมันอร่อยจริงๆ ตอนแรกกะจะกินนิดเดียวเพราะลดความอ้วนอยู่ กินไป คุยไป หมดเฉยเลย แล้วหลังจากนั้น 2 ชั่วโมง เราก็มาถึง “ปีนัง”

Transportation:: ผมมากับแฟนสองคน และมีเงินติดตัวกันมาคนละสองพันเศษๆ ทริปนี้แม่มดีจริง ที่พวกเราไม่ต้องเสียค่าเครื่องบิน เราก็คุยกันเล่นๆ ว่าถ้าเราไม่ได้มาฟรีหละ เราจะมาโดยวิธีไหน แล้วอย่างไหนที่มันคุ้มค่ากว่ากัน เท่าที่ผมรู้ การเดินทางจาก กรุงเทพฯ – ปีนัง มีด้วยกันอยู่ 3 วิธีหลักๆ

รถโดยสาร

:: เส้นทางจะเป็นประมาณนี้ครับ คือ กรุงเทพ-หาดใหญ่-ด่านสะเดา-ปีนัง ซึ่งจาก กทม. มาหาดใหญ่ จะนั่งเครื่องบิน หรือรถทัวร์มาก็ได้ ถ้ามีโปรฯ ของสายการบินก็ Jackpot ครับ ราคาคงจะอยู่ที่ 600 กว่าบาท เท่าๆ กับรถทัวร์ หลังจากที่มาถึงหาดใหญ่ ก็ให้นั่งมาในเมือง โซนตลาดกิมหยง แล้วถามหาร้าน KST จะเป็นท่าบริการรถตู้จาก หาดใหญ่ ไปปีนังครับ ซึ่งตรงนี้เค้าจะบริการส่งถึงที่พักเลย ราคารถ 450 บาทใช้เวลารวม 4 – 5 ชั่วโมงครับ (เวลามาเลเซียเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)

“นั่งเครื่องบินมา จะเสียเวลาประมาณ 6 – 7 ชั่วโมง และค่าใช้จ่ายต่ำสุดที่ 1,200 บาท ค่าใช้จ่ายมากสุดที่ 2,500 บาท
นั่งบัสมา จะเสียเวลาประมาณ 13 – 15 ชั่วโมง และเสียค่าใช้จ่ายราวๆ 1,200 – 2,000 บาท”

————————————————————————————————————————————————-

รถไฟ

:: จากข้อมูลข้างต้น จะนั่งรถไฟมาจาก กทม. เลย หรือจะนั่งบัส หรือเครื่องบินมาลงหาดใหญ่ก็ได้ เอาเป็นว่า ต้องมานั่งรถไฟที่หาดใหญ่ ซึ่งราคา ก็ตามข้อมูลข้างบนครับ หลังจากมาถึงหาดใหญ่ ก็ให้ไปติดต่อตีตั๋วรถไฟไป Butterworth ครับ สามารถเช็คตารางเวลาได้ที่http://58.181.223.142/srttts/view ซึ่งจะมีอยู่รอบเดียวคือรอบ 6.35 น. ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 332 บาทครับ

:: ราคาและค่าเสียเวลาพอๆ กับการนั่งบัสครับ แต่คนละบรรยากาศ ::

————————————————————————————————————————————————-

เครื่องบิน
สายการบินแอร์เอเชียสอบถามรายละเอียด โทร.0 2-515-9999 หรือ www.airasia.com
เที่ยวขาไป  13.55  (DMK) – 16.40  (PEN)
เที่ยวขากลับ 17.10  (PEN) – 17.55  (DMK)
ของ Airasia ถ้าตอนโปรบวกที่พัก ไปกลับจะอยู่ที่ 3,000 บาท ถ้าไม่อยู่ในช่วงโปร ไปขาดเดียวจะอยู่ที่ 2,000 กว่าบาทครับ
การบินไทย
สอบถามรายละเอียด โทร. 02-356-1111 หรือ www.thaiairways.com
เที่ยวขาไป  19.25  (BKK) – 22.10  (PEN)
ตั๋วของการบินไทย ราคา standard อยู่ที่ 2,000 – 4,000 บาทครับ

:: ถ้าเลือกวิธีนี้ จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที ค่าใช้จ่ายต่ำสุดที่ 3,000 บาท มากสุดที่ 6,000 บาท ::

————————————————————————————————————————————————-

สรุป

:: ซึ่งเมื่อลองเอาข้อมูลของทั้งสามวิธีเดินทางไปปีนังแล้ว ผมว่าไปเครื่องสะดวกสุด ใช้เวลาน้อยสุด เผลอๆ ประหยัดกว่านั่งบัสหรือรถไฟซะด้วยซ้ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเดินทาง และความต้องการอยากจะพบเจอเรื่องราวระหว่างทางของแต่ละคนครับ สำหรับชีวิตคนทำงานประจำอย่างผม คงต้องเอาทั้ง 3 วิธีมาเปรียบเทียบกัน ณ เวลานั้นก่อนเดินทางก่อน แล้วเอาวิธีที่เราพอใจที่สุดครับ ::

————————————————————————————————————————————————-

หมายเหตุ– นั่งเครื่องบิน มาหาดใหญ่ (ช่วงโปรประมาณ 600 บาท ราคาปกติอยู่ที่ 2,000 บาท)
– นั่งบัสมาหาดใหญ่ (รถธรรมดา 600 บาท รถ VIP 1,000 บาท)
– นั่งรถไฟมาหาดใหญ่ (รถไฟฟรี กับรถไฟนอน ราคาประมาณ 600 – 700 บาท)
– ต่อด้วยสองแถวเข้าเมือง (ราคา 30 บาท)
– ต่อด้วยนั่งตู้ไปปีนัง 450 บาท
รถตู้โดยสารเส้นทาง หาดใหญ่ – ปีนัง มีรถออกทุกวัน ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงหาดใหญ่  มีรอบ 09.30 – 12.30 – 15.30
ปีนัง        มีรอบ 05.00 – 08.00 – 12.00 – 16.00

Hello! PENANG:: ตัดมาที่สนามบินปีนัง หลังจากที่พวกเราลงมาจากสนามบิน ก็รีบทำเวลาเดินทางจากสนามบินเพื่อจะไปเมืองจอร์จทาวน์ให้เร็วที่สุด ในสนามบินจะมีบัวชัวร์สถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงแผนที่ต่างๆ ให้เราได้เก็บติดตัวไว้ เราไม่พลาดที่จะหยิบแผนที่เมืองปีนังและจอร์จทาวน์มาแน่นอน…:: พอออกมาจากสนามบินให้มองเยื้องไปทางซ้ายเล็กน้อย เราจะพบกับป้ายรอรถบัสครับ เราเดินเข้าไปดูตารางและแผนที่สายรถบัส ก็พบคำว่า “Komtar” (Komtar คล้าย Siam Center บ้านเราครับ เป็นจุดรวมพลของเมือง George Town) ดีนะที่แฟนผมเก็บข้อมูลมาบ้าง เลยพอจะทำให้เราเดาทางถูก ว่าแต่ทำไมผมถึงมั่นใจมาตายเอาอาบหน้าแบบนี้รู้ม้ยครับ ก็เพราะประเทศแถบๆ นี้ เรื่องระบบการเดินทางสาธารณะเค้าเจริญกว่าไทยมาก มีป้ายบอกชัดเจน แถมราคาถูก จาก Airport – Komtar เราต้องขึ้นบัสสาย 401 หรือ 401E ก็ได้ครับ ราคา RM2.7 ประมาณ เกือบ 30 บาทไทยครับ ใช้เวลาราวๆ 1 – 2 ชั่วโมง แล้วแต่สภาพกาารจราจร ระหว่างทางก็กางแผนที่ ศึกษารูทการเดินทาง แล้วก็ดูหัวข้อเรื่องที่เราพอที่จะมีเวลาเก็บแต้มได้ในทริปครั้งนี้…

** 1RM มีค่าประมาณ 10 บาท **

:: Driver ตะโกนอย่างดังว่า “Komtar” อ่อ ที่นี่คือ Komtar สินะ มันคือตึกรูปร่างคล้ายๆ 8 เหลียมทรงกระตรงทยานสู้ฟากฟ้า และเป็นตึกที่สูงที่สุดของเมืองนี้ ดีหละ เวลากุหลง ก็ยึดตึกนี้ไว้เลยแล้วกัน เราเข้าไปให้ห้าง เพื่อไปหา sim มาเปิดใช้บริการ 4G รองรับเวลาที่เราต้องการใช้ และจำเป็นต้องใช้ sim สำหรับ 7 วัน ราคา RM10 ครับ เล่นเน็ตได้ 100MB แต่สามารถ upgrade ต่อวันได้ วันละ RM1 ครับ ซึ่งผมว่ามันก็คุ้ม

** สำหรับใครที่ใช้ iphone ต้องเสียเพิ่ม RM5 เพื่อทำให้ซิมเป็นขนาด micro ครับ **

The Night
(แผนที่จาก : https://backpackies.wordpress.com ) คลิ๊กโหลดแผนที่ : https://goo.gl/AfLpP6:: เพื่อนๆ ลองนึกภาพคนไม่รู้อะไรเลยในเมืองนี้นะครับ ไม่รู้จะไปที่ไหน อะไรคือที่ที่เค้าไปกัน อะไรคือที่กินข้าว แล้วกุจะไปหาที่พักตรงไหน จากแผนที่เราอยู่ Komtar พวกเราเดินมั่ว มุ่งหน้าไปทางด้านบนของแผนที่ครับ เดินเลาะซอยไปเรื่อยๆ คิดว่า เด่วก้ต้องเจอ เดินไปจนถึงถนน  Lebuh Kimberley บริเวณนั้นจะเป็นตลาดขายอาหารครับ ผมว่ามันยังไม่ใช่แหล่งหรอก แต่ด้วยความหิว เราก็หาอะไรโซ้ย บริเวณนั้นไปเลยครับ บริเวณนั้นก็มีที่พักเยอะเหมือนกันนะ หากใครเหนื่อย ขี้เกียจเดินหาที่พัก ก็จับจองเอาบริเวรนั้นได้ ราคาประมาณ RM60 – RM80 ต่อคนครับ:: เราต้องการห้องพักราคาถุกประมาณนอนเล่นอยู่ที่ไทยครับ เดินเข้า Hostel ประมาณ 5 ที่ เต็มบ้าง ไม่ว่างบ้าง นอนได้คนเดียวบ้าง จนไปเจอที่หนึ่ง เค้าแนะนำมาให้เดินไปตรงนู้นนะ เลี้ยวนี่นะ ไปเรื่อยๆ เราก็ อา อา อืม อืม Thanks แล้วเดินออกมาเดินมั่วกันต่อ สุดท้ายไปจบอยู่ที่ ” NOOB HOSTEL ” ครับ เราถามราค่าคร่าวๆ เค้าบอกว่า 2 คน RM85 อื้อหือ ราคามันได้เว้ยเห้ย Can I have a look the room? งี้ต้องขอดูห้องหน่อย อื้มหืม แฟนผมนิกรี๊ด เค้าชอบมาก ที่นอนสำหรับเราสองคนคืนนี้ น่ารักใช่มั้ยหละครับ : )

:: ลักษณะห้องนอนจะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมครับ มีกล่องใหญ่ (นอนสองคน) กล่องเล็ก (นอนหนึ่งคน) ทุกกล่องอยู่ในห้องใหญ่ๆ ห้องเดียวกัน ทำให้เราได้พบปะเพื่อนใหม่ ชาวต่างชาติ ได้คุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการท่องเที่ยวกันพอสมควร เราก็อาศัยจังหวะนั้นแหละ ในการถามว่าที่ไหนควรไป ไม่ควรไป และเราห้ามพลาดอะไรบ้าง หลังจากจบบทสนทนา เราก็นอนหลับลงบนเตียงนุ่มๆ บรรยากาศดีๆ ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ว่าเรามาทำงาน

DAY II [20 June 2015] – George Town:: เราตื่นกันประมาณ 7 โมงเช้า ล้างหน้าแปรงฟัน ไม่อาบน้ำ แหกขี้ตาลงมา morning receptor : ) Breakfast? Yes! I’m so hungry > < เค้าก็เดินเข้ามาในครัว แล้วเข้ามาทำอาหารเช้าให้เรา มีไข่คน หนมปังแผ่นหนึ่งกับไส้กรอก คือมันชิคดีนะ ง่ายดี เค้าบอกว่าจะกินกาแฟอะไรก็ชงเองนะครับ service yourself หลังจากที่ท้องกางเราก็ล้างจานแล้ววางมันกลับไปที่เดิม เราวางแผนกันว่า วันนี้เราจะไปไหน ทำอะไรดีบ้าง โดยมี receptor คนนั้นแหละ มาเป็นที่ปรึกษาให้เราไปโดยปริยาย ๕๕๕
(ภาพจาก : www.cocoamews.com ):: เอาหละ เช้านี้เราจะเก็บ ภาพวาด Street Art ในเมืองนี้กันให้ครบทั้ง 18 รูป ตามที่บัวชัวร์แนะนำมา ส่วน กรงเหล็กดัดตามฝาผนัง ถ้าผ่านก็ถ่ายๆ เก็บมาแล้วกัน ถ้าจะให้เก็บมันทุกอย่าง คงตายฮ่ากันพอดี อีกอย่าง เด่วหน้าดำ ๕๕๕ จบจากนั้น ช่วงบ่ายเราก็จะไปวัดอะไรซี่ๆ วะ? กาแลคซี่ หรือเก๊กลอคซี่ อะไรซักอย่าง เค้าบอกว่า มาปีนังต้องมาที่นี่ จริงๆ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับวัดอะไรขนาดนั้น แต่ก็มาหน่อยแล้วกัน แล้วบ่ายๆ แก่ๆ ค่อยตีรถ กลับไปนอนริมหาดที่ Pantai Batu Feringghi ชายหาดที่สวยที่สุดของเมืองปีนัง
(ภาพจาก : www.childish-paroles.com ):: จำตอนที่เราหยิบแผนที่ George Town ที่สนามบินมาได้มั้ย อันนั้นสำคัญมากๆ มันจะบอกหมดเลยว่า โครงเหล็กดัดหน้าตาแบบนี้อยู่หมายเลขไหน ภาพวาด Street Art แบบนี้ อยู่ที่ตัวอักษรใด เพื่อนห้ามลืมหยิบมาหละ หรือถ้าลืมจริงๆ ก็ลองหากับ Hostel เอาก็ได้ ซึ่งเมื่อกางบัวชัวร์ออกมา หน้าตาก็จะเป็นประมาณนี้ครับ เราก็วางแผนเลยว่า จากจุดที่เราพัก จะเก็บภาพไหนก่อนหลัง ก็เอาตามเหมาะสม สำหรับ Mission ของเราในเช้าวันนี้ คือเก็บ Street Art ให้ครบทั้ง 18 ภาพ

:: เอาหละ เรามาเริ่มกันเลย จากแผนที่อันบนสุดที่บอกที่พักของเรา เราจะเริ่มเก็บภาพที่ใกล้ที่สุด แล้วก็เดินวนมันไปเรื่อยๆ จนครบ ไปดูบรรยากาศ Street Art ของเมืองนี้กันเลยครับ ว่ามันมีอะไรมาดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่นี่กันนักหนา ไปดูกัน

:: เอาพอคร่าวๆ แล้วกันนะครับ เด่วมันจะเยอะเกินไป พวกเราเดินเก็บหมดทั้ง 18 ภาพ และมีภาพหลายๆ ภาพที่สวยๆ เราก็ถ่ยเก็บมาด้วย ที่เหลือ ไว้ให้เพื่อนๆ ไปเจอเองดีกว่า เอ่อ… ลืมบอกไป เพื่อนๆ จะไม่เดินเหมือนพวกเราก็ได้นะครับ ที่นั่นมี มอเตอร์ไซต์ และ จักรยานให้เช่า มอเตอร์ไซต์คันละ RM25 ต่อวัน (ไม่รวมน้ำมัน) ส่วนจักรยานอยู่ที่ RM10 ต่อวัน ซึ่งถ้าดูจากแผนการเดินทางของเราในวันนี้แล้ว เดินสะดวกสุด และก็เลือกถุกจริงๆ ครับ เพราะภาพวาดและประติมากรรมฝาผนังแต่ละที่ ใกล้กันมาก ถ้าจะให้ปั่นจอด ปั่นจอด ปั่นจอด กุตายฮ่าพอดีครับ เดินแหละดีแล้ว ซึ่งระหว่างที่เดินชมเมืองไปเรื่อยๆ ก็เห็นคนกินไอ่เจ้านี่แหละครับ เยอะมาก มันเป็นการเอาน้ำแข็งใส่ มาหมุนๆ แล้วทำให้เป็นลุกลมๆ เสียบแท่งไม้ แล้วโรงด้วยน้ำหวานหนาๆ เลยนะ อากาศร้อนๆ แบบนี้ ยังไงก็เข้า เข้ามากๆ คลายร้อนได้อีกเยอะ ผมว่าถ้ามาที่นี่ ต้องจัดนะ สิ่งนี้

:: จริงๆ มาที่ปีนัง เค้าบอกว่า ต้องมากิน Old Town Coffee ด้วยนะ และก็ต้องกันลิคซา และก็ต้องกิ… บาย! ทริปนี้ขอไม่ตามใคร ขอไปตามใจตัวเอง แต่จริงๆ แล้ว ก็ควรทำตามที่เค้าแนะนำนะ เด่วคนอื่นหาว่าไปไม่ถึง ๕๕๕ นึกแล้วก็ตลกดีเนอะ ลองคิดเล่นๆ  ปกติคนไม่กินกาแฟ แต่พอเค้าบอกต้องไปกิน เมิงก็ไปกินกัน แล้วก็ทำหน้าปี๋ปากบุ่ย คือปกติไม่กิน เมิงจะรู้ได้ยังไงว่าอร่อย ไม่อร่อย คนเราทุกวันนี้ก็แปลกดี เดินตามรอยเท้าคนอื่นจนเคยชิน

Half Past Day:: เดินจนเหนื่อยสัสๆ แล้วก็กลับมาที่ Komtar กันครับ ใต้ตึก Domtar จะเป็น Bus line Center ทุกคันจะต้องมาผ่านที่นี่หมดครับ ถือว่าสะดวกมาๆ ให้เรารอเบอร์ 204 ครับ บ่ายนี้ เราจะไป Penang Hill กัน ค่าโดยสารต่อคนคนละ RM2.4 ใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมง ก็จะไปถึงที่นั้นครับ:: หลังจากมาถึง ก็เดินต่อแถวเตรียมซื้อตั๋วขึ้น Penang Hill เลยครับ หรือเพื่อนๆ จะเดินขึ้นก็ย่อมได้ครับ ใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมง แต่เชื่อผมเถอะ ขึ้นรถรางเค้าดีกว่าครับ ประหยัดเวลา ประหยัดร่างกายตัวเองด้วย ค่าตั๋ว Penang Hill ไปกลับราคาใบละ RM30 ครับ ประมาณ 15 นาที เราก็ขึ้นไปถึงข้างบนแล้วหล่ะ : )

:: ข้างบนกับข้างล่าง บรรยกาศคนละอย่างเลย ข้างบนอากาศดีๆ วิวสวยๆ แต่ช่วงที่เราไป หมอกลงหนาไปหน่อย เลยทำให้มองไม่เห็นวิวเลย ข้างบนปีนัง เค้าไปทำอะไรกันผมไม่รู้นะ เท่าที่ผมรู้ มีวัด มีมัสยิด และก็มีร้านอาหารเก๋ๆ ราคาแพงๆ ให้ทานกัน (คือกุเข้าไปนั่งแล้วงะ ราคาเริ่มต้นจานนละ RM50 กุนิแบบ Thanks แล้วเดินออกกันเลย ๕๕๕ อายอะแกร๊ > <)

:: ตัดมาที่บรรยากาศข้างบนต่อ เราไปจบที่ Food Court อาหารจานละเจ็บสิบแปดสิบบาทก็พอแล้วครับ ซึ่งข้างบนแม่ม บรรยกาศยังกะ โซลทาวเวอร์ มีพวงกุญแจให้คู่รักมาพรอดรั…เอ้ย มาคล้องรักกันด้วยนะ ราคากุญแจกับแม่กุญแจเท่าไหร่ ไม่ได้ถามเลย เพราะผมแอบเอากุญแจและแม่กุญแจมาจากไทย กะจะมาเซอร์ไพรส์แฟน ระหว่างที่เราสองคนกำลังเดินอยู่บนระเบียงที่เต็มไปดูกุญแจเล็กใหญ่ ทันใดนั้น แฟนผมก็หันมาพอดี ผมเลยบอกกับเธอไปว่า “หมู (สรรพนามเวลาเรียกแฟน) แฟนมีอะไรจะทำให้ จากนั้นโชว์กุญแจและแม่กุญแจ เรามาคล้องกุญแจที่นี่กันเถอะ มาทำคำมั่นสัญญา มาเราสองคน จะรัก จะดูแลซึ่งกันและกันตลอ…. สัส! เมิงมั่วละ ไหนเมิงบอกว่าไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรมาไง ก็นั่นแหละครับ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าที่นี่แม่มมีอะไรแบบนี้ให้ทำด้วย เห้ออออ > < ใครที่ไปกับแฟนแล้วมาอ่านเจอตอนนี้ ก็อย่าลืมเตรียมตัวเอากุญแจกับแม่กุญแจไปนะครับ ฮี่ๆ

:: หลังจากที่เราถ่ายรูปคู่จู๋จี๋ดู๋ดี๋ฮิปปี้สไตล์ของเรากันเสร็จ ก็นั่งรถรางคันเดิมลงมา แล้วมารถรอสายเดิม (สาย 204) ไปวัด เก็ก ลอค ซี่ ครับ สถานที่แห่งนี้ เป็นอีกที่ ที่เค้าว่ากันว่า ถ้ามาปีนัง ไม่ควรพลาด

:: ลงมาจากบัส ก็ต้องอึ้งกับความยิ่งใหญ่ของที่นี่ แม่เจ้าาาาา กุต้องขึ้นไปจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย กะดงกะไดพันแปดร้อยคัน ให้ตายเถอะ หลังจากที่บ่นๆ บ่นๆ และก็บ่นๆ เราสองคนบ่นจนเดินมาถึงข้างบนแล้วครับ ๕๕ เมิงนิก็ใจง๊ายยย ใจง่าย เค้าบอกให้มาก็มาเนอะ

:: แน่นอนว่าข้างบนต้องมีวัด และวิวที่สวยงามเมื่อมองลงจากด้านล่าง เราใช้เวลาตรงนี้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงครับ เดินเล่น ชมวิว และเขียนคำอวยพรดีๆ ใส่ริปปิ้นสี ห้อยตามเสาที่เค้ามีไว้ให้ เพื่อให้คำอวยพรใดๆ ลอยไปกับลมที่ปลิวพัด ให้คำอวยพรไปถึงคนที่เรารัก

Feringghi Beach:: กลับลงมาข้างล่าง แล้วมารอรถสายเดิมกลับ Komtar ครับ สถานีสุดท้ายของวันนี้ เราจะไปที่ชายหาดที่สวยที่สุดของปีนังกัน นั่งรถกลับไปถึง Komtar ก็ปาไป 1 ชั่วโมง จาก Komtar ไป Feringghi Beach ใช้เวลารายๆ 1 – 2 ชั่วโมง แล้วแต่สภาพจราจร ค่าเสียหาย RM2.7 ครับ นั่งรถสาย 101 ไปครับ ตอนเราไปถึงก็เย็นๆ แล้ว เลยเดินหาที่พักกันแบบ 7 ที่ เอาจริง ทั้งโรงแรม ทั้ง Hostel ทั้งเกสเฮ้าส์ มีอยู่จังหวะหนึ่ง เข้าไปที่ Lone Pine Hotel เข้าไปนั่งอย่างหล่อ ถามที่พักว่ามั้ย ราคาต่ำสุดเท่าไหร่ พนักงานกดเครื่องคิดเลขประมาณ 2 – 3 ครั้ง แล้วพนักงานอีกคนก็เอาน้ำพันซ์เย้นๆ มาเซิร์ฟ แต๊งค์กิ่… อิห่า! ห้องคืนละ RM600 เมิงจะบ้าหรอ I’m so sorry, It’s so expensive for us แล้วเดินหน้าหงอยออกไป 2 คน คือรู้ว่าแพง แต่กุไม่คิดว่าแม่มจะแพงขนาดนี้ ๕๕๕๕:: ให้ทายคืนเท่าไหร่ ๕๕๕ คืนละ RM70 เว้ย นอนได้สองคนด้วย ๕๕๕๕ สะใจจุงเบยยย ระหว่างที่เราเดินหน้าหงอย ก็เดินเปรียบเทียบราคาที่พักอยู่นานพอสมควร จนมาเจอที่นี่แหละ Hazaar Hostel ที่พักสะอาดสมราคา แต่ wifi เร็วปื๊ด เราเอาข้างของลงไปเก็บ แล้วรีบไปชายหาดกันเลย

:: ที่ชายหาดก็เหมือนทะเลบ้านเราแหละครับ มี Adventure package ให้เล่น และก็มีม้าให้ขี่เหมือนหัวหิน เราคงไม่มีอารมณ์ไปเล่นอะไรแบบนั้นแล้ว วันนี้ทั้งวัน ขาแทบหัก เดินจนขาใหญ่เท่าโต๊ะสนุกแล้ว แงงงง T T เลาก็ได้แต่นั่งเล่น คุยกัน ถ่ายรูป ตามประสาคู่รักทั่วไป ดมกลิ่นลม กลิ่นทำเล กลิ่นทราย และก็กลิ่นของเธอ มีความสุขจัง : )

IMG_1639:: ตกเย็น เรากลับห้องอาบน้ำล้างตัว แล้วเตรียมไปเดินตลาดคนเดินที่นี่ครับ receptor บอกว่า บริเวณถนนหลักเลย ตรงฟุตบาท เค้าจะตั้งร้านค้าขายของกันครับ ผมว่า อย่าเรียกว่าถนนคนเดินเลยคับแบบนี้ แหม่ มันก็คือแม่ค้าพ่อค้าที่เอาของมาขายข้างถนนทั่วไปเหมือนจตุจักรหน่ะครับ:: ก็เดินๆ ดู ไม่รู้สึกว่าน่าสนใจอะไรเท่าไหร่ เดินไปจนหลุดไปเจอ Food Court ครับ อาหารน่าทานทั้งนั้นเลย ไปใกล้ทะเล ก็ไม่ลืมที่จะสั่งอะไรที่มันเป็นของทะเลครับ จานนี้ราคา RM15 เรียกว่าอะไรไม่รู้ แต่เบียร์ที่นี่แพงมากจริงๆ นะ ราคา 8RM up เฉลี่ยอยีที่ 10RM ครับ เบียร์แม่มขวดละร้อย บ้าไปแล้ว

:: หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็เดินเล่นกันต่อครับ ช่วงที่เรามาคนน้อยมาก แทบจะไม่เหมือนเมืองท่องเที่ยวเลย ผมไปเจอร้านไอติมร้านหนึ่ง เลยสั่งกิน ราคาโคนละ 5RM รสที่สั่งคู่ ฺButter Scot (เคยไปกินที่เนปาล ติดใจมาก) กับ Chocolate ลืมเลย ลืมไปเลยไอติมที่เนปาล Butter Scot ที่นี่อร่อยมาก ไม่อยากให้พลาดนะคับ ไป Feringghi Beach ต้องไปกินไอติมโคน Butter Scot คืนนี้เราเหนื่อยกันมาก ไม่ดรงไม่ดริ๊งค์อะไรกันทั้งนั้น กลับห้อง แล้วนอนตายเหมือนไม่ได้นอนมาสองคืน

DAY III [21 June 2015] – Last Day:: ตื่นมาแต่เช้า มาเก็บบรรยากาศริมหาด ก่อนที่จะเข้าไปเก็บของตกค้างที่ George Town กันต่อครับ หาดทรายช่วงเช้าสงบมาก เรานอนกางแขนกางขาหลังเปื้อนทราย พักกายพักใจจากการงานในช่วงวันทำงาน วันอาทิตย์แบบนี้ นอนบนหาดทรายแบบนี้ รู้สึกดีไม่เบา เวลาเกือบเก้าโมง เราก็กลับห้อง แล้วเตรียมเดินทางเข้าเมืองกันต่อ ด้วยรถสายเดิม 101:: ขากลับ 1 ชั่วโมงก็มาถึง Komtar วันนี้เราจะไปเก็บสถานที่ที่เหลือ และเดินเล่นรอบ Gorge Town อีกรอบก่อนกลับ ซึ่งเป้าหมายหลักของพวกเราในวันนี้ คือไป Hin bus depot Art center ซึ่งสถานที่แห่งนี้ เป็นสตูดิโอส่วนตัวของ Ernest Zacharevic ศิลปินที่วาดภาพบนผนังของจอร์จทาวน์  ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ไปแล้ว จะให้ให้พลาดได้ยังไงหละ ที่สำคัญ เข้าฟรี! ๕๕๕๕

:: พอเรามาถึงข้างหน้า Gallery ก็ต้องแอบนอยส์ เพราะเปิด 12.00 น. เรายกแขนขึ้นมาดูนาฬิกา ตอนนี้เพิ่ง 10 โมงเช้า เอาไงดี จะเดินไปที่อื่นก่อนหรอ ไม่นะ แต่ละที่ห่างกันพอสมควร เราเลยนั่งรถจนกว่ามันจะเปิด เผอิญข้างหน้ามี Cafe ก็เลยนั่งรอตรงนั้น ซึ่งน่าจะเป็นพวกเดียวกับเจ้าของ Gallery ระหว่างที่เค้าทำ ก็เลยชะแง้มหน้าออกไปดูบรรยากาศข้าง นอก โฮ… ชอบอะ ชั้นชอบอะแก อดไม่ไหว ไม่รอดูนิทรรศการอะไรแล้ว ดูแค่ ความงามที่มันอยู่ตามผนัง ก็ฟินแบบสุดๆ บรรยากาศมันโอเคมาก

:: จริงๆ มันมีอะไรมากกว่าในรุปเยอะมากเลยนะ แต่ทริปนี้ผมไปถ่ายวีดีโอซะส่วนใหญ่ ทำเป็นรายการเที่ยว อีกรีวิวหนึ่งมา แต่ก็ออกมาปล่อยกระทู้ก่อนแล้วกัน เพื่อนๆ ต้องลองไปสัมผัสเอง แล้วจะเข้าใจอารมณ์ว่ามันเป็นยังไง ระหว่างที่เดินชมผลงานของที่นี่ ก็ไปเจอกับอะไรบางอย่างเข้า มีต้นไม้ มีเชือก มีรถแข่ง มีเส้นชัย ผมยืนนิ่งอยู่ประมาณ 5 วินาที เพื่อทำความเข้าใจผลงานชิ้นนี้ แล้ว 5 วิทีนั้น ก็ทำให้หัวใจผมเต้นเร็วกว่าเดิม เพื่อนๆ รู้มั้ย มันคืออะไร เล่นยังไง ผมเชื่อว่าถ้าเพื่อนๆ เข้าใจ เพื่อนๆ จะรู้ถึงประโยชน์ของเกมส์นี้แน่ๆ อยากเอากลับไปให้น้องๆ ทำจัง

คลิ๊กที่นี่ เพื่อดู Idea : https://goo.gl/wGnr92

Last round:: ยกสุดท้ายสำหรับรีวิวตัวนี้ วันก่อน ช่วงที่เราเดินกลับจากการชม Street Art ไป Komtar เราได้ไปเจอกับชาวปีนังเงียน เห้ย เค้าใช้คนว่าอะไรวะ อย่างอิตาลี อิตาเลี่ยน กันพูชา แคมโบเดี่ยน แล้วปีนัง นิปีเนี่ยน รึป่าว เออ ช่างมันๆ เอาเป็นว่า กุเจอมัน มันก็แนะนำ แล้วบอกว่า ถ้ามาปีนังต้องไปไหนบ้าง และก็ห้ามพลาดคือ กินลัคซา และก็บ่นๆ ว่า ที่นี่ของแพงนะ เบียร์ขวดละ 100 เออจิง บ้านเมิงขายแพงมาก บ้านกุ 30 บาท แต่มีอยู่ที่หนึ่งในถนน Love Lane เบียขายถูกมาก 100 บาท ได้ 3 แก้ว ถูกที่สุด คือตอนนั้น ระหว่างที่คุยกัน ก็ให้แฟนจดๆ ใส่ iphone แล้วผมก็อัดวีดีโอเอาไว้ด้วย:: เอา ไปหา ลัคซา กิน อยากรู้หน้าตามันจะเป็นยังไง ไปร้านไหนก็ได้ ขอแค่มีลักซา เดินไปเดินมา ก็เดินมาทางถนน Love Lane นั่นแหละครับ กะว่า ไปทางเดียวเลย จะได้ไม่ต้องเดินอ้อมไปอ้อมมา และแล้วก็เจอร้านหนึ่ง ขาย Laksa จริงๆ พี่ๆ ลัคซา 1 ถ้วย สั่งมาลองเชิง กลัวกินไม่ได้

:: เอาจริงมั้ย รสชาติแม่ม เหมือนเอาปลากระป๋องมาต้มใส่เส้นก๊วยจั๊บ แล้วใส่ใบห่าไรไม่รู้หอมๆ หน่อย กินไปสองสามคำ กุวางตะเกียบเลย กุไม่ชอบ ๕๕๕ บางทีเพื่อนๆ อาจจะชอบก้ได้นะ เราเลยสั่งข้าวมันไก่มากินกัน ลัคซาราคาเหมือนก๋วยเตี๋ยวบ้านเราครับ 4RM หรือประมาณ 35 – 40 บาท เป็นอาหารพื้นเมืองของที่นี้ ทุกคนกินกันเป็นประจำ คล้ายๆ กับก๋วยเตี๋ยวบ้านเรานี่แหละ เออ อีกเรื่องหนึ่ง ก๋วยเตียวที่นี่ก็มีนะ แต่จะเป็นลักษณะการผัดซะมากกว่า

:: สังเกตุง่ายๆ Love Lane จะมี 7-11 ครับ พอเจอก็เลี้ยวเข้าไปเลย ผมรัสึกว่ามาครั้งนี้ผมพลาดอะไรไปหลายอย่าง เพราะถนนเส้นนี้ ตอนกลางคืนครึกครื้นมาก ที่พักมีเต็มเลย ราคาก็ถูกมาก เริ่มต้นที่ 23RM (Love Lane Inn) มีจักรยานให้เช่า มีมอเตอร์ไซต์ให้เช่า มีร้านค้าเต็มไปหมด นักท่องเที่ยวเดินกันเต็ม โถวๆๆ สงสัยต้องมาซ่อนสินะ เอาเป็นว่า เพื่อนๆ จงจำคำว่า “Love Lane” ไว้นะ เมื่อมาปีนัง เพราะที่นี่ คือแหล่งรวมความสนุกแล้ว ๕๕๕๕ กุพลาดเอง T T

:: เรามาจบที่ Street Art รูปนี้ครับ ไม่รู้ว่าสำคัญ หรือไม่สำคัญ แต่มันคือ mission 18 ภาพ ที่ผมต้องทำให้สำเร็จ และนี่ คือภาพสุดท้ายของทริปนี้ครับ รูปคุณลุงพายเรือบนผนังสีน้ำตาล กลางเมืองฮิปสเตอร์ที่เรียกว่า “ปีนัง”

Behind The Scene :: เอาหละ และนั่นก็คือเรื่องราวของเราทั้งหมด 69 ชั่วโมง ในปีนัง เราเก็บความผิดพลาดมาเยอะ และหาข้อมูลจี๊ดๆ เตรียมมาเสิร์ฟให้เพื่อนๆ ในคอนเม้นท์บ๊อคส์นี้เลยละกัน ว่า 2 วัน 2 คืน กับเงิน 2,000 เราควรไปไหน ทำอะไรกันบ้าง มาดูกันเลย1. ผมแนะนำให้นั่งเครื่องบินมานะ ประหยัดเวลา ประหยัดร่างกาย เผลอๆ ประหยัดรายจ่ายอีก (เมื่อวานเพิ่งเห็นโปรแอร์เอเชีย บินไปกลับ 3 วัน 2 คืน บวกโรงแรม 3,000 กว่าบาท)2. เอาตามแพลนเราก็โอเคนะ ช่วงเช้าวันแรกก็เก็บ Street Art ช่วงบ่ายไป Penang Hill + Kek Lok Si แล้วก็ไปนอนพักที่ Beach พอวันที่สองก็นั่งรถกลับมาทัว Gorge Town อีกครั้ง แล้วก็นั่งเครื่องกลับ ผมว่า กำลังโอเค ดูเป็นการพักผ่อน ไม่เยอะไป ไม่รีบไป

3. พอมาถึง Gorge Town พักแถวไหนก็ได้ Love Lane ก็ได้ แต่ช่วงดึก ต้องมาที่ Love Lane จะได้ดูครึกครื้นหน่อย และเบียร์ก็ถูกอย่างที่คนนั้นเค้าบอกจริงๆ แต่ถ้าเหนื่อย ก็นอนเลย ๕๕ เก็บแรงดีกว่า ปีนังเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็มีอะไร (งงมั้ย)

4. ถ้าพูดถึง Gorge Town ก็ไม่ควรพลาด Street Art ตามฝาผนัง ทั้งแบบเป็นรุปวาดและเป็นลวดดัด เมืองนี้มีที่ให้ไปเยอะ สำหรับคนที่ชอบทางด้านนี้ ใช้เวลาซัก 3 วัน ก็ยังไม่พอ เชื่อสิ แต่สำหรับคนธรรมดาเหมือนเรา แค่ได้เห็น ได้อึ้ง ได้ถ่ายรุปลงเฟส ก็มีความสุขแล้ว

5. ใน Gorge Town นอกจาก Street Art แล้วมีอะไรที่น่าสนใจมั้ย มีครับ ผมว่านี่เลย คลิ๊กโหลดแผนที่ : https://goo.gl/AfLpP6 ตัวนี้ แล้วไปเลือกดูเลยว่าอยากไปไหนอีก เพราะในแผนที่ น่าจะบอกสถนาที่น่าสนใจไว้แล้ว ยังไงลองคำนวณเวลากันด้วย

6. ควรไปวัดเก๊กล๊อคซี่มั้ย? ถ้าผมบอกว่า ไม่หล่ะ หึหึ

7. ควรไป Penang Hill มั้ย? ถ้าผมบอกว่า ไม่หล่ะ หึหึ แต่อันนี้พอได้อยู่ครับ อย่างน้อยข้างบนก็มีกิจกรรมให้คู่รักได้ทำร่วมกันครับ

8. เสร็จจากทัวร์เมือง ก็อย่างที่ผมบอกครับ ไปนอนที่ ชายหาด Feringghi  เปลี่ยนบรรยากาศซะหน่อย ถามว่ามันมีอะไรมั้ย มันก็มี แต่ไม่มากครับ ไปเล่น ไปนอน ไปกิน แค่นั้น ครับ

9. ร่มสำคัญมากๆ พยายามแต่งตัวสบายๆ อย่าเยอะเกิน

:: ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมว่า ถ้าจะไปปีนัง ก็ให้อยู่แค่เมือง Gorge Town ไปเลยครับ เก็บมันให้ครบดีกว่า เพราะรู้สึกที่นี่จะโอเคและมีพร้อมที่สุดแล้ว ใช้ชีวิตชิคๆ อยู่ท่ามกลางเมืองมรดกโลก ฟังดูเท่ห์จะตาย ยังไงก็ขอให้ทุกคนสนุกการเดินทางนะครับ ผมคงต้องกลับไปซ่อมเหมือนกัน สวัสดีครับ : )

Print Friendly, PDF & Email
No Comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *